star retro : ‘ต้อย’ ธงชัย คะใจ ทิ้งวงการ… เพื่อตามหารัก และเพราะรัก ถึงทำให้กลับเข้าวงการ

Published March 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/206667

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
tags : star retro
เกริ่นแค่ชื่อ หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าเห็นหน้าตา ต้อย-ธงชัย คะใจ เชื่อว่าคอโทรทัศน์ต้องร้องอ๋อ กับหนุ่มพิธีกรที่ปักหมุดอยู่โยงมาแล้วหลายเกมโชว์วาไรตี้ แต่พักหนึ่งเขาคนนี้ยอมทิ้งวงการบันเทิง เพื่อรับคำท้าแฟนสาว ตามรัก ตามฝัน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปพิสูจน์รัก!?

เด็กต่างจังหวัดที่รักการเรียนรู้

ผมเรียนมัธยมที่กำแพงเพชร เรียนม.รามคำแหง 2 ปี และคิดว่าตัวเองไม่น่ารอดก็ย้ายไปที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมและจบที่นั่น คณะนิเทศศาสตร์ คือจบแล้วก็ตกงานปี 2540 ไปสมัครงานจะเป็นผู้จัดการร้าน KFCแต่สไตล์เราเป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่ละ โดนไล่ออกมาเลย แต่งตัวไม่เรียบร้อย ครั้งแรกที่ได้สัมภาษณ์งาน ผมเดินร้องไห้ออกมาเลยพอไปสัมภาษณ์ที่เวิร์คพอยท์ คราวนี้ตั้งใจแต่งตัวเต็มที่ ไปหาซื้อกางเกงสแล็ค เนคไท กลับโดนลูกพี่ด่าอีก แต่งตัวอะไรมา(หัวเราะ)

เริ่มเข้าวงการ

ผมเริ่มเข้าวงการ โดยการเป็นคนคุมกองเชียร์ที่เวิร์คพอยท์ครับ ตอนนั้นประมาณ 26-27 มั้งประมาณปี 2541-2542ช่วงฟองสบู่แตก ผมเรียนจบก็ไปเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างเวิร์คพอยท์แถวสะพานใหม่และได้รู้จักพวกพี่ๆ อย่างพี่แดง-สมชัยพุทธจันทรา ที่เป็นผู้กำกับ เขาเป็นลูกค้าเรา แล้วเราก็เป็นคนกวนๆ เขาก็กวน พอกวนไปกวนมาก็ชักชวนมาเริ่มทำงาน เป็นคนคุมกองเชียร์ก่อน แล้วก็ไปเป็น Backstage ที่เวิร์คพอยท์ ตอนนั้นที่ทำเวิร์คพอยท์ ต้องทำและเรียนรู้ให้ได้ทุกอย่าง ทุกคนต้องมีหลายหน้าที่ หลังจากนั้นก็เริ่มขยับขึ้นมาเป็นครีเอทีฟ ผมอยู่เวิร์คพอยท์ 5 ปี ทำกับพี่แดงตั้งแต่รายการ “เวทีทอง” พี่แดงเห็นว่าเราเป็นคนกล้าพูดกล้าแสดงออก ก็เลยผลักดันเรา สมัยนั้นมีส่งจดหมาย เขาก็บอกว่าต้อยไปส่งจดหมายถึงพี่กิ๊ก, พี่หม่ำ “ชิงร้อยชิงล้าน” หรือเวลาจะมีเล่นอะไรก็จะส่งเราออกไปเล่น ใน “ระเบิดเถิดเทิง” ด้วย คือแทบจะทุกรายการ แต่ว่าในสมัยนั้นไม่มีนโยบายจะสนับสนุนให้พนักงานเป็นนักแสดง เราก็สนุกสนานแหละไม่มีอะไร ทำงานมีความสุขแล้วก็ได้เรียนรู้

พออยู่เวิร์คพอยท์ประมาณ 5 ปี เป็นช่วงวัยรุ่นเราก็เปลี่ยนไปอยู่กับพี่ซูโม่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) พี่ติ๊ก กลิ่นสี ที่ทริปเปิ้ลทู พอไปปุ๊บที่ทริปเปิ้ลทูเขาก็ขึ้นรายการใหม่ของไอทีวีในสมัยนั้น ผมก็ได้เป็นพิธีกร ในรายการ “ยุทธการบันเทิง” คู่กับ บอล-อธิป เป็นพิธีกรเต็มตัว แต่ก็เป็นโปรดิวเซอร์ควบคู่ไปด้วย ไม่ได้ทำอย่างเดียว คิดมุก คิดอะไรแล้วก็ไปเล่นเอง พี่กิ๊กเขาก็ให้เป็นพิธีกรภาคสนาม “เกมพันหน้า” ด้วย แล้วก็พิธีกรหลัก “วันหยุดสุดขีด” ช่อง 7 เรียกว่าเกือบจะทุกรายการของทริปเปิ้ลทู ส่วนใหญ่ผมจะทำทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังคู่กันไปอีกประมาณ 5 ปี

งานกำลังไปได้สวย แต่จู่ๆ กลับทิ้งไป

ผมตามแฟนไปเมืองนอกครับ (หัวเราะ) หลายคนไม่รู้ ก็จะเอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หายไป คือจริงๆ นิสัยส่วนตัวผมพอจะเบื่ออะไร ผมก็จะไม่สนเลย เมื่อก่อนเราเจ้าชู้ไง พอเจอคนนี้ปุ๊บเราเริ่มคิดละ เขาการศึกษาดีครอบครัวดี ทุกอย่างดีหมดเลย เราก็เลยอยากจะหยุดที่คนนี้ คบกันได้ 1 ปี เขาก็จะไปเรียนต่อโทที่ซานฟรานซิสโก อเมริกา แล้วก็ท้าเราว่าแน่จริงก็ตามไป เราก็ไปขอพี่กิ๊กว่าเดี๋ยวขอลาออกไปอยู่อเมริกา ตอนนั้นผมน่าจะประมาณอายุ 35 ปี ส่วนแฟนอ่อนกว่าผม 10 ปี เขาไปเรียนโท เราก็ตามไป แล้วก็ไปเรียนภาษาเพื่อให้อยู่ได้ ก็อยู่ดูแลเขา คือจริงๆ ผมตั้งใจไปดูแลนั่นแหละ แล้วก็ทำงานด้วย เรียกว่าจริงจังกับผู้หญิงคนนี้

พอไปอยู่ที่โน่นก็ต้องไปเป็นเด็กเสิร์ฟ คนไทยที่โน่นเขาดูรายการไทย เขาก็จำผมได้ แรกๆ ยอมรับว่าอายนะ เพราะเราเริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟ ไม่มีค่าตัว ไปขอฝึกงานเพื่อให้ได้งาน เขาก็ถามว่ามาทำอะไรเราก็บอกเขาตรงๆ ว่ามาอยู่กับแฟน เราก็ไม่
ได้ปกปิดอะไร อยู่ที่โน่น 5 ปี ได้เที่ยว ได้เรียนรู้ได้เปิดโลก ได้ทำอะไรต่างๆ เยอะ พอเป็นเด็กเสิร์ฟ เราก็ขยับขยายเป็นหัวหน้าแผนกโน้นเป็นผู้จัดการร้านนี้ เปิดผับเป็น ไทยไนท์ อย่างบางทีเจ้าของร้านจะเอานักร้องที่ประเทศไทยไปแสดง ผมก็เป็นคนจัดการให้ เหมือนเรามีความรู้อยู่แล้ว ก็จะจัดโน่นจัดนี่ ทำฉากทำอะไรให้ ถือว่าดีมากๆ ค่าตอบแทนดีแล้วเรายังมีโอกาสทำงานด้านเบื้องหลังด้วย คือผมได้ไปหาซื้อกล้องมาถ่ายเหมือนรายการท่องเที่ยวที่ซานฟรานซิสโก แล้วส่งไปให้ช่องเคเบิลที่แอลเอ เป็นเคเบิลไทย ก็ได้เงินอีกได้เงินหลายทาง เราก็ไม่เบื่อ ได้เที่ยวทั่วเลยไปซื้อมอเตอร์ไซค์ขี่ไปโน่นไปนี่ มีความสุขครับ แล้วที่แฟนเรียนจบ เขาไม่ได้ใช้เงินที่บ้านเลยนะครับ คือแฟนผมเขาก็ทำงานด้วยเรียนด้วย เราทำงานด้วยไปเรียนภาษาด้วย เก็บเงิน ค่าเทอม แล้วก็ส่งมาให้แม่ แฟนก็ส่งมาให้คุณตา-คุณยาย อยู่กันไป 5 ปี

ตั้งใจปักหลักที่อเมริกา

แรกๆ คิดครับ ไปแรกๆ คิดเลย เพื่อนก็บอกว่ามีวิธีนะ แต่งงาน ทำอย่างโน้นอย่างนี้นะ หรือเจ้าของร้านเขาก็ช่วย จะทำเรื่องให้ แต่พออยู่ๆ ไปเริ่มไม่ใช่ละ ครอบครัว เพื่อนฝูงเราอยู่ที่ประเทศไทย คนไทยที่โน่นจริงๆ ห่างกัน ไม่ได้อบอุ่นแบบอยู่บ้านเรา พอแฟนใกล้จะเรียนจบ เราก็มาคุยกันว่าเราจะเอายังไงกันดี แล้วก็ตกลงกันว่าเรากลับไทยดีกว่า แต่ช่วงนั้นผมก็ยังคุยกับพี่ๆ ทั้งที่ทริปเปิ้ลทู กับพี่แดงก็ไม่ได้ขาดการติดต่อคุยกันตลอด พอเราตัดสินใจไม่อยู่แล้ว กลับไทยดีกว่า เรียนจบปุ๊บก็กลับเลย ประมาณปี 2554 พอกลับมา ก็มาช่วยพี่แฉะกำกับหนัง “เค้าเรียกผมว่าความรัก” พี่แฉะเขาบอกว่ากลับมาช่วย มาอยู่เบื้องหลังกับเขา เพราะเราก็เป็นทุกอย่างอยู่แล้ว เราก็บอกว่าไม่เอาเงินนะ ขอทำรื้อฟื้นก่อน แต่เขาก็ให้นะพอจบหนังก็ทำรายการผีให้ช่อง 9 ทำรายการโน้นรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเบื้องหลัง ไม่มีช่วงว่างงานเลยครับ คือพอทำอะไรจะจบเรื่องนี้ คนก็จะเริ่มรู้ว่าเรากลับมา เขาก็จะโทร.มาถาม เฮ้ย! ต้อยอันนี้มีทำไหม ก็เริ่มกลับมาทำเป็นโปรดิวเซอร์รายการ ทำเป็นพิธีกรที่ไทยพีบีเอสทำรายการเด็ก “สภาเสียงไร้เดียงสา”

งานในวงการหลั่งไหลอีกครั้ง

พอทำ “สภาเสียงไร้เดียงสา” รุ่นน้องก็มาชวนไปทำที่ช่อง MONO29 ไปดูแลแผนกรายการ ก็ไปทำได้ปีหนึ่งแล้วเขาก็ยุบแผนก ผมออกทั้งทีม กระจัดกระจายไปจนผมไปทำ “เจ็ดดาวประจัญบาน” ให้ช่อง 7ทำจ๊อบเล็กจ๊อบน้อย แล้วก็มางานล่าสุดทำซิทคอม “สุขจ๋า..อยู่หนใด” ให้ช่องไทยพีบีเอสชีวิตผมอยู่กับเบื้องหลังเป็นส่วนใหญ่ครับ ผมไม่ได้เกิดมาจากเบื้องหน้า เราเกิดมาจากเบื้องหลัง ใครที่จะให้ไปทำก็ทำได้แต่ถามว่าชอบอันไหนมากที่สุด คงเป็นเบื้องหลัง เพราะเราได้คิด สมองไม่ได้หยุด พออยากจะทำอะไรมันก็ปิ๊งปั๊งมีความสุข

คนส่วนใหญ่กลับจากเมืองนอกจะมีเงินก้อน

ผมไม่ได้มีเงินก้อน เพราะว่าหมดไปกับค่าเรียนหลายล้านนะ คือเราเก็บเงินเพื่อเรียน แฟนก็เรียนจบโดยไม่ใช้เงินที่บ้าน แล้วตอนอยู่โน่น ผมป่วยเป็นโรคตับบวม หมดเงินไป 7 แสนกว่าบาท แล้วก็กลับมารักษาที่ไทยต่อ ตอนนี้หายดีแล้วครับ มาหายที่บ้านเราโรงพยาบาลพระมงกุฎ คือที่โน่นเขาไม่รักษานะ ที่หมดไป 7 แสนแค่ค่าตรวจ แต่เขาตรวจละเอียดมาก 2 คืนที่ไปนอนตรวจ สรุปคือเป็นโรคตับบวม กลับไปพักผ่อนวิธีการรักษาที่โน่นคือเราต้องมีหมอประจำตัวให้หมอประจำตัวตรวจละเอียดอีกทีหนึ่งหมอของเราจะต้องเป็นคนสั่งยาให้เราเท่านั้น ผมไม่มีหมอประจำตัว แล้วเราก็ไม่มีประกันด้วย โอ้โห..ชีวิตแบบตอนนั้นทำงานก็ไม่ได้ แฟนก็ต้องทำงานคนเดียว แต่เจ้าของร้านเป็นคนไทย เขาก็เอ็นดูเราเหมือนลูก เขาก็ทำกับข้าว ทำซุปมาส่งเรา ดูแลเราดี โรคตับนะแค่เดินก็เหนื่อยมากๆ เป็นช่วงรอยต่อพอดี ตอนนั้นเราก็ให้รุ่นน้องที่ไปๆ มาๆ เอายาจากที่ไทยไปให้ เราก็โทร.หาเพื่อนที่เป็นเภสัชบอกรายละเอียดของโรคให้จัดยาให้หน่อยช่วยบรรเทาแต่ไม่หาย แต่โอเคพอดีขึ้นพอเรียนจบก็กลับมารักษาต่อที่ไทยประมาณ6 เดือน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ หายเลยครับหมอก็ตกใจ เราเลิกดื่มแอลกอฮอล์หมดเลย ดูแลสุขภาพ เลือกกิน เข้ายิม ออกกำลังกาย (โรคนี้เกิดจากอะไร?) ดื่มเยอะครับ อยู่ที่โน่นพอเราเป็นผู้จัดการร้าน ทำเกี่ยวกับผับก็ดื่มเยอะ ตอนนี้เลิกหมดเลย กลายเป็นเฮลตี้แมน อยากรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพถามผมได้เลย

ชีวิตคู่กับแฟนในวันนี้

เพิ่งแต่งงานกันไปเมื่อ 30 พ.ย. 2558 แฮปปี้มากครับ (มีน้องยังคะ?)เพิ่งไปหาคุณหมอเพื่อที่จะวางแผนมีน้องครับ ผลตรวจออกมาก็โอเคไม่มีอะไร อยู่ในระยะเวลาเตรียมพร้อม (คิดว่าจะมีกี่คน?)คงมีคนเดียวก่อนครับ แล้วตอนนี้ผมเอาหลานมาเลี้ยงอยู่คนหนึ่ง ตั้งแต่เขาอายุได้ 3 เดือน ตอนนี้เขาก็ 8-9 เดือนละ ก็กะจะมีสักคนหนึ่งแล้วก็ให้เขาช่วยกันดูแล ครอบครัวครบสมบูรณ์ เป็นช่วงที่เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป ยิ่งเราอยู่ในวงการนี้สมัยนี้ก็ต้องมีคุณภาพ ผมว่าเราก็ต้องเก็บคุณภาพของเราเอาไว้ เพราะว่าช่องต่างๆ เยอะ คนเยอะ แต่ผมเชื่อว่าการที่เราทำงานให้มีคุณภาพนั้น เราจะยืนอยู่ได้นานๆ ให้คนได้นึกถึง แบบงานนี้เรียกต้อยสิ! ได้ทำโน่นทำนี่ได้

จากเด็กต่างจังหวัดถีบตัวจนมีวันนี้

โดยรวมแล้วชีวิตผมเหมือนได้ผลักดัน ได้เรียนรู้ และอุปนิสัยเรา ที่เคารพรุ่นพี่ เราไม่เคยลืมเลยว่าใครมีบุญคุณกับเรา เพื่อนฝูง ความรักก็ต้องจริงใจ แล้วพอเราเป็นคนที่ชอบเรียนรู้โน่นนี่นั่น ทำงานก็จะเคยโดนสอนตั้งแต่อยู่เวิร์คพอยท์แล้วว่า คือถ้าเขาให้ทำ 10 เราต้องทำมา 20 เราอย่าไปทำแค่ 10 แล้วจบ คือพยายามทำให้เกินในสิ่งที่เขาสั่ง ซึ่งเด็กสมัยใหม่มีน้อยและสอนยาก อย่างสมมุติสอนใครผมจะสอนทีเดียวถ้าไม่เอาก็จะไม่สอนแล้ว

อนาคตกับการเกิดเปิดบริษัทของตัวเอง

จริงๆ แล้วคิดไว้ครับ แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ค่อนข้างจะน่ากลัว เพราะว่าอย่างช่วงที่กลับมา เราก็โดนเบี้ยวค่าตัวไปเยอะเบื้องหลังนะ โดนไปสองรอบ น่ากลัวนะ เลยเลือกที่จะทำอะไรเกี่ยวกับคนที่ไว้ใจได้คนที่ไม่สนิทก็ขอก่อนครึ่งหนึ่ง

ณ ปัจจุบันนี้ ตำแหน่งจริงๆ

โอ้โห.. พี่แดงเขาเรียกมาและให้มาหลายอย่างมาก คือเราสามารถเป็นผู้ช่วยได้เลย โปรดิวเซอร์ หาโลเกชั่น ดูแลนักแสดง เราก็รู้จักนักแสดงรุ่นใหญ่ โปรดิวเซอร์จัดการกอง จะเป็นผู้ช่วย เป็นนักแสดง คือเรียกว่าทุกอย่างก็โอเค เป็นงานที่เราถนัดอยู่แล้วครับ

ความใฝ่ฝัน

ผมไม่ได้ใฝ่ฝันอะไรมากกว่านี้แล้วครับ ใฝ่ฝันแค่ทำงานแล้วก็มีความสุข ถามว่าจะให้มั่นคงอะไรมากไหมในช่วงเวลานี้ยังตอบไม่ได้ จริงๆ ที่เราเคยไปอยู่บริษัทใหญ่ๆ เราก็อยากจะสร้างตรงนั้นนะ แต่พอไม่ได้ปุ๊บ เราก็ไม่เป็นไร คือไปอยู่นั่น เราก็เป็นเฮดแหละ แต่พอมางานแบบนี้เรามีรุ่นพี่ก็รอรับคำสั่งกับพี่แดง ไม่ได้ยึดติดกับเฮดหรืออะไร เลือกเอาความสุขดีกว่า ทำอะไรก็ได้ครับ

งานในวงการอาจไม่จีรังยั่งยืน

จริงๆ แล้วใช่เลยครับ ที่เขามองๆ กันว่าไม่จีรังยั่งยืน ตอนนี้ผมก็คุยกับภรรยาว่าเราจะทำขนมขาย เราจะรับทำโน่นทำนี่ไม่ได้ทำด้านนี้อย่างเดียว แฟนทำเอเจนซี่อยู่เป็นพนักงานประจำ ส่วนผมตอนนี้ก็เหมือนเป็นฟรีแลนซ์ ก็เริ่มทำขนม ทำธุรกิจเสริม ตอนนี้ทำเป็น กล้วยเส้น แฟนผมเขาเคยกินเหมือนรสชาติต้มยำ บาร์บีคิวจริงๆ เขาก็เลยรับมาถุงใหญ่ ผมก็เอามารีแพ็กเกจ ออกแบบโลโก้ เมื่อวานนั่งแพ็ก นั่งทำอยู่ แต่เดี๋ยวก็ต้องเอาไปแจกตามร้านที่รู้จักกันให้เขาชิมก่อน ผมตั้งชื่อว่า “บานาโน๊ะ”ตอนนี้มี 3 รส คือ รสสมุนไพร, รสต้มยำ, รสบาร์บีคิว สนใจสั่งได้นะครับ ขอขายของนิดหนึ่ง(หัวเราะ) ติดต่อได้ทั้ง line‬:toikajai‬, ‎IG‬:banano_banana หรือโทร. 089-1116577, 083-6996296 ครับ

แหม! แค่ชื่อก็น่าทานแล้วค่ะ พี่ต้อยยังไงก็ขอให้ “บานาโน๊ะ” ขายดิบขายดี กิจการรุ่งเรื่องนะคะ ว่าแต่ถ้าธุรกิจ “บานาโน๊ะ”ไปได้สวย ก็อย่าลืมผลิตงานเบื้องหลังกับโปรเจกท์ใหม่ๆ ให้เราได้สนุกและเพลิดเพลินกันด้วยนะคะ

ใบพร้าว

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: