ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย Email:lualamai@yahoo.com

ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

คนพัทลุง ส่วนหนึ่งนิยามลักษณะพื้นที่อาณาบริเวณที่ตนอยู่อาศัยว่า มีทั้ง ป่า นา เล ซึ่งต่างก็ส่งผลให้วัฒนธรรมของคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นๆ แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะด้านอาหารการกิน ปัจจัยหลักแรกๆ ของการดำเนินชีวิต

พวกอยู่ป่าเขา ควนน้อยใหญ่แถบอำเภอศรีบรรพต ป่าพะยอม กงหรา ตะโหมด ทำไร่หาของป่า

พวกอยู่ทุ่งนา ที่ราบลุ่ม แถบอำเภอเมือง ควนขนุน บางแก้ว ส่วนใหญ่ทำนา

พวกอยู่ชายฝั่งทะเล แถบอำเภอปากพะยูน เขาชัยสน ทำประมงพื้นบ้าน

เมื่อผนวกกับอากาศชุ่มชื้น ก็นับว่าพัทลุงอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายเรื่องอาหารการกินมาก ดังจะพบเห็นได้จากสีสันของ “หลาด” ตลาดเช้าเย็นประจำแต่ละหมู่บ้าน หรือตลาดสดใหญ่หน้าเทศบาล ซึ่งนับเป็นแหล่งวัตถุดิบอันโอฬารตระการตาของคนชอบทำอาหาร

ไม่ว่าจะเป็น “เนียงนก” ลูกเนียงป่าฝักเล็กที่หาไม่ได้บ่อยนัก ลูกหลุมพี รสเปรี้ยวจัดจากป่าแถบกงหรา หรือปลาดุกร้าทั้งจากทะเลน้อยและใกล้เคียง ซึ่งถือว่าเป็นปลาร้าที่มีรสชาติซับซ้อนที่สุดสูตรหนึ่ง

และยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับแนวโน้มความต้องการเกี่ยวกับอาหารในโลกสมัยใหม่ ก็นับว่าคนพัทลุงมี “ต้นทุน” มากพอที่จะถือกำเนิดตลาดแบบที่สอดคล้องกับความต้องการอันหลากหลาย ทั้งความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความแปลกใหม่ ความสด สะอาด และความเป็นอินทรีย์ที่ปลอดจากสารพิษ…คำถามอยู่ที่ว่า จะบริหารจัดการตลาดที่ว่านี้แบบไหน อย่างไร

“หลาดใต้โหนด” น่าจะคือคำตอบนั้น ณ เวลานี้…

“บ้านนักเขียนกนกพงศ์” นิวาสสถานเดิมของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยชาวใต้ผู้วายชนม์ เป็นเรือนไม้ขนาดย่อมในเขตบ้านจันนา ตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน ที่ซึ่งในระยะไม่กี่ปีมานี้กลายเป็นสถานที่กลางในการจัดกิจกรรมศิลปะ ดนตรี อบรมหัตถกรรมท้องถิ่น ตามเจตนารมณ์ศิลปินของครอบครัวสงสมพันธุ์ อาณาบริเวณกว้างขวางนี้ร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่น้อยและเรียวยอดตาลโตนดสูงเด่นตระหง่าน อันเป็นที่มาของนาม “หลาดใต้โหนด”

ตลาดใต้ต้นตาลโตนดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของคนพัทลุงส่วนหนึ่งซึ่งทำงานหลากหลาย ทั้งรณรงค์เรื่องอาหารและขนมท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์ ผ้าพื้นเมือง โดยมีเป้าประสงค์จะเปิดพื้นที่ให้กับ “ของใช้ ของกิน งานศิลป์ บ้านบ้าน” ของคนในพื้นที่

กว่าจะเห็นเป็นภาพตลาดชุมชนคึกคักซึ่งติดกันตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวันอาทิตย์นี้ ช่วงระยะกว่า 7 เดือน ตั้งแต่เริ่มงานครั้งแรก จากการรายงานผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เห็นว่าคณะทำงาน ซึ่งก็คือภาคีสมาชิกในชุมชนควนขนุนนี้ดำเนินงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก คือนอกจากตั้งรับจัดระเบียบแบ่งสันปันส่วนพื้นที่ กำหนดกิจกรรมสันทนาการให้พอเหมาะแล้ว ยังรุกเข้าไปหาชาวบ้าน ขอความรู้เกี่ยวกับสูตรกับข้าว ขนมโบราณ วิธีย้อมผ้า เกษตรผสมผสาน ตลอดจนการหาเก็บวัตถุดิบธรรมชาติมาปรุงอาหาร เพื่อสาธิตนำเสนอในหลาดใต้โหนดทุกครั้งด้วย

ดังเช่นเคยมีบรรยายเรื่อง “เล่าเรื่องวิถีนาเมืองลุง” เป็นต้น

ทุกวันอาทิตย์ แม่ค้าท้องถิ่นและเครือข่ายในหลาดย่อมๆ ใต้โหนดแห่งนี้ ต่างเสียค่าบำรุงพื้นที่ไม่เกิน 20 บาท สำหรับการต้อนรับลูกค้าหลายร้อยคนจากทั้งใกล้และไกล ด้วยความพยายามจะกำกับให้ข้าวของที่จำหน่ายเป็นอินทรีย์ (organic) ใช้วัสดุธรรมชาติในการห่อมัดรัดร้อย และสรรหาวัตถุดิบแปลกๆ หายาก ทำให้ไม่ว่าจะเป็น ข้าวพื้นบ้าน อย่าง พันธุ์สังข์หยด เล็บนก ขนมโบราณอย่าง บี้ฮุ้นสด สาคู (ต้น) กวนกะทิ ขนมจ้าง กระท้อนทรงเครื่อง หรือสำรับคาวอร่อยๆ อย่าง ขนมจีนราดน้ำเคยหรือน้ำยากระท้อน แกงโบราณอย่าง แกงขมิ้น แกงใบพาโหม หลนไตปลา กุ้งส้มนึ่ง จิ้งจังนึ่ง ฯลฯ กลายเป็นของที่ผู้ซื้อสามารถสอบถามที่มาที่ไปได้อย่างสนุกสนาน จับจ่ายซื้อหาได้สนิทใจ ในราคายุติธรรม

ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับของกินในลักษณะนี้ นอกจากมีแนวโน้มจะเป็นกระแสหลักในการแสวงหาอาหารปลอดภัยในอนาคตแล้ว ยังสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต-ผู้บริโภค ไปด้วยในตัว

นอกจากความบันเทิงในรสชาติ หลาดใต้โหนดทุกครั้งยังรื่นรมย์ด้วยวงดนตรีโฟล์กสลับการแสดงของเด็กๆ อย่างเช่น ลิเกฮูลู จากบ้านนกรำ อำเภอกงหรา บางครั้งก็เป็นโนราเด็กน้อย พอให้การจับจ่ายซื้อของไม่จำเจจนเกินไปสำหรับการมาเป็นครอบครัว

และหากจะพูดถึงความยั่งยืน การมีส่วนร่วม คณะทำงานเลือกที่จะให้โอกาสทั้งคนในพื้นที่และพ่อค้าแม่ขายเข้าร่วมพูดคุยเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงาน การเพิ่ม-ลด-ปรับปรุงเรื่องต่างๆ พยายามไม่ผูกติดกับตัวบุคคล เพื่อให้หลาดนี้เป็นของส่วนรวมมากที่สุด

“…เราต้องประนีประนอมมาก ต้องคุยกันแยะ มันไม่สามารถจะไล่ใครออก หรือบอกใครให้เลิกขายไปได้ง่ายๆ หรอก” ผู้ประสานงานคนหนึ่งว่าไว้อย่างนั้น ในวันที่หลาดใต้โหนดสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นได้อย่างน่าพึงพอใจ

ดังนั้น เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดก็คงจะเห็นได้ว่า หลาดใต้โหนดย่อมพัฒนาไปสู่ความเป็นตลาดอินทรีย์สมบูรณ์แบบได้ไม่ยากนักในอนาคตอันใกล้

แต่เมื่อดูเผินๆ หลาดใต้โหนดก็คล้ายจะเหมือนๆ กับ “ตลาดโบราณที่เพิ่งสร้าง” หลายๆ แห่งทั่วประเทศ ที่บางแห่งก็ดำเนินการโดยวัดบ้าง อบต. บ้าง หรือไม่ก็เจ้าของที่ดินหรือนายทุนรายใหญ่ แต่จุดที่เห็นได้ว่าต่างกันอย่างสำคัญก็คือ ความพยายามเอาใจใส่แก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องภาชนะบรรจุ การเก็บขยะ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับแหล่งที่มา ภูมิหลัง และรสชาติสินค้าที่ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

ผมเผอิญได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การ “ชิมขนม” ของคณะยอดฝีมือระดับพระกาฬด้านขนมพื้นบ้านของพัทลุง ซึ่งได้ร่วมกันชิมและวิจารณ์รสชาติ กลิ่น ลักษณะของเนื้อ ตลอดจนการห่อมัดรัดร้อยของขนมทุกเจ้าอย่างละเอียดลออในครั้งคราวหนึ่ง มันทำให้เห็นความอัศจรรย์ที่ว่า กระบวนวิธีการทำขนมโบราณเป็นศาสตร์ที่มีจุดบรรลุในแต่ละสูตรอยู่จริงๆ

ขนมตาล เจ้านี้กลิ่นยังอ่อนไป เนื้อไม่ฟู แถมยังไม่ได้เฉือน “เส้นขม” ออกก่อน…ขนมจ้าง เจ้านี้น่าจะใส่น้ำประสานทอง (บอแรกซ์) ต้องไปบอกไปเตือนเขา…ขนมขี้มัน เจ้านี้ยัง “ไม่ถึงพาย” (คือยังกวนไม่นานพอ)…สาคู เจ้านี้อ่อนกะทิ แถมยังหวานเกินไป..สาคูไส้หมู น่ะดีแล้ว ฯลฯ

ส่วน บี้ฮุ้นสดนั้น คุณอาผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับหลับตา ยิ้มน้อยๆ ปากก็พึมพำว่า “กินทีไรก็อร่อยเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนเลย ฉันกินมากี่สิบปีก็ไม่เคยเปลี่ยน…”

แน่นอนว่า คำวิจารณ์เหล่านี้ถูกส่งกลับไปยังเหล่าแม่ค้าขนมในการประชุมหลังเลิกหลาด เป็นบทสนทนาที่จะก่อเกิดคำถาม คำตอบ การแสวงหา และการทดลอง อันไม่รู้จบในวัฒนธรรมอาหารป่า นา เล เมืองพัทลุงต่อไป

มันคงมีเสน่ห์ลึกลับบางอย่างในรสชาติของอาหาร ตลอดจนการประกอบสร้างมันขึ้นมา ที่ทำให้อาหารในโลกสมัยใหม่ (หรืออาจบางที ในทุกๆ ยุคสมัยที่ผ่านมา) เป็นมากกว่าอาหาร หากมันคือ การเชื่อมต่อระหว่างเรากับโลกใบอื่นๆ ที่อาจยังไม่ชัดเจนนัก ด้วยวิธีเฉพาะของมัน…บทสนทนาที่เข้มข้น คำถามที่ลึกซึ้ง ความอาทรต่อปัญหาที่ผู้ปรุงกำลังประสบอยู่รอบตัว ย่อมบันดาลให้โลกใบใหม่นั้นเป็นโอชะทางปัญญาที่แสนอิ่มเอมไปด้วยพร้อมๆ กัน

อย่างเช่นโลกที่ยำจิ้งจัง ขนมจีนแป้งข้าวสังข์หยด ขนมเจาะหู และขนมใบคนที แนะนำให้ผมรู้จักในตอนสายของวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม ใต้เงาร่มต้นโหนดโบราณเหล่านั้น…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: