ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เติมใจ ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

“มือรอง” หรือ “มือขวา” แล้วแต่จะเรียกขาน แต่หมายถึง คนที่ไว้ใจได้มากพอ ที่จะปล่อยให้ช่วยดูแลธุรกิจทั้งแบบชั่วคราวและเกือบถาวร

แต่ปัญหานี้ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ประกอบการแทบทุกระดับ โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจแบบ SMEs ขนาดกลางและย่อม ถ้าเป็นองค์กรแบบใหญ่ที่ใช้มืออาชีพเข้ามาทำ คงไม่ค่อยมีปัญหานี้ เพราะมีทางเลือกเยอะที่จะหาคนเก่งมาทำงาน

พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เขียนเล่าถึงเจ้าสัวซีพีและลูกสาวไว้ว่า คราวหนึ่งมีงานสำคัญของครอบครัว จึงแจ้งลูกสาวที่ไปทำธุรกิจส่วนตัวในเมืองจีนให้กลับมา ลูกสาวบอกว่ายุ่งมากและคิดว่าจะไม่กลับ เจ้าสัวดับเครื่องชนเลยครับ บอกว่า ถ้าหาใครทำแทนไม่ได้ ทิ้งงานไม่ได้ ก็ “ปิดกิจการ” ไปเลย

นักบริหารมืออาชีพอีกท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว สุจินต์ จันทร์นวล เจ้าของผลงานเขียน เขาว่าผมคือมืออาชีพ เคยเขียนเรื่องการสร้างทีมงานไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “สร้างทีมเสือ” สาระสำคัญคือ การสร้างทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาช่วยทำงาน

ทั้ง 2 เรื่องนี้มีสิ่งที่น่าสนใจร่วมกันอยู่ เรื่องแรก เจ้าสัวซีพี สะท้อนให้เห็นแนวคิดว่า ถ้าธุรกิจไม่สามารถหามือรอง มาช่วยงานได้ โอกาสการเติบโตคงยาก เพราะเจ้าของผู้ก่อตั้งคงต้องนั่งเฝ้าธุรกิจเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่เช่นนั้นทั้งปีทั้งชาติ

ขณะที่เรื่องของสุจินต์ จันทร์นวล สะท้อนให้เห็นว่ามืออาชีพ ใช้วิธีแสวงหามือรองจากทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ในองค์กร แล้วหยิบมาปั้น

เป็นเรื่องความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เราเชื่อมั่นหรือเปล่าว่ามนุษย์มีทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย”

ส่วนใหญ่เรามองเห็นข้อเสียของคนอื่นได้ง่ายและชัดมาก เล่าได้เป็นฉาก แต่พอถามถึงข้อดี อึกอัก ตอบชัดๆ ไม่ได้ เพราะนึกไม่ออก ที่นึกไม่ออก ก็เพราะไม่ค่อยได้มองยังไง

นึกถึงคำสอนท่านพุทธทาสอันหนึ่งขึ้นมาได้ “อันคนเขาก็อยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้”

จึงไม่ต้องสงสัยว่า ข้อดีของมนุษย์จึงไม่โดดเด่นเท่ากับ “ข้อเสีย”

หลักการสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล ใช้วิธีเลือกคนรุ่นใหม่ในบริษัทขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เข้าไปใกล้ชิด เรียนรู้อุปนิสัยใจคอ จนสามารถวิพากษ์ได้เป็นฉากว่า แต่ละคนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร

ไม่ใช่วิพากษ์แต่ด้านร้ายอย่างเดียวนะ แต่สามารถบอกได้ว่า คนนี้มีข้อดีเรื่องนี้ แต่มีข้อด้อยในเรื่องอะไร

แล้วพยายามสื่อสารให้ทุกคนในทีมมองเห็น และยอมรับเพื่อนร่วมทีมว่า เขามีข้อดีแบบนี้ ส่วนข้อเสีย ทุกคนเห็นเอง ประจักษ์เองอยู่แล้ว ไม่ต้องบอก ไม่ต้องอธิบาย ก็รู้ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อเพื่อนร่วมทีมมองเห็นคุณสมบัติที่แตกต่างของเพื่อนร่วมทีม แบบที่ไม่เคยมองมาก่อน เพราะไม่เคยมีใครมาชี้แนะ เวลามองก็เหมือนปุถุชนทั่วไป เห็นข้อด้อยมากกว่าข้อดี ถ้าเอ็งเด่นขึ้นทุกที ข้าก็หมั่นไส้

แต่พอเจ้านายมาชี้แนะ ชี้ให้เห็นว่าคนอื่นก็มีดีในสิ่งที่เราไม่มี อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าถ้าเอาดีคนนู้นรวมกับดีของคนนั้น เสริมด้วยดีของเรา ทีมจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร

ฟังดูจะขัดกับอีกความเชื่อหนึ่ง ของผู้บริหารที่ไม่ค่อยไว้ใจลูกน้อง ที่เชื่อในเรื่อง “แบ่งแยก แล้วปกครอง” คือ กลัวการรวมหัวกันของลูกน้อง จึงต้องยุให้แตกกันไว้ ปล่อยให้รวมกันไม่ได้ เจ้านายไม่ปลอดภัย

แต่วิธีสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล กล้าทำสวนทางครับ ยุให้รวมกันไว้ อย่าแตกแยกกัน เพราะเชื่อมั่นว่า ถ้าความสามัคคีที่ทำให้เกิดได้ยากนั้น จะย้อนทางกลับมาเล่นงานคนปลุกปั้น เขารู้เช่นเห็นชาติทุกคนดีอยู่แล้ว ไม่ยากที่จะโยนเชื้อเพลิงเข้าไปยุให้แตกแยก

ในที่สุดความพยายามในการสร้างทีมเสือ ก็ได้เสือมา 1 ทีม ที่มีความสามารถช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากมาย กลายเป็นทีมมือรอง ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เติบโตเป็นทีม

ลองนึกดูดีๆ นะครับ มนุษย์เกิดมา เรียนหนังสือ สถานศึกษาก็ไม่ได้สอนวิธีทำงานฉลาด เก่ง เป็นมือรองที่หาตัวจับยาก แต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย สอนเรื่องความรู้พื้นฐาน ฝึกให้คิด ให้รู้จักนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ไม่มีสถาบันไหนสอนได้ตรงเป๊ะกับงานของผู้จ้างงาน ยกเว้นสถาบันของบริษัทนั้นๆ เช่น ปัญญาภิวัฒน์ ที่สอนคนออกมาทำงานเซเว่นอีเลฟเว่น โดยตรง เพราะเป็นของเซเว่นฯ เอง

ดังนั้น “ต้องให้โอกาส” ครับ

ให้โอกาสเรียนรู้ ให้โอกาสผิดพลาดบ้าง เพราะพวกเขายังไม่เคยรู้ ยังไม่เคยลงมือทำ แต่ถ้ารู้แล้ว ทำแล้ว ผิดพลาดซ้ำๆ ซากๆ อันนั้นค่อยมาพิจารณาโทษกันตามสมควร

องค์กรใหญ่ๆ แม้ทำงานมานานแค่ไหน เขายังต้องมีการส่งไปอบรม ส่งไปเรียนเรื่องเฉพาะทางที่เป็นประโยชน์ เชิญวิทยากรมาอบรมในสำนักงาน พูดง่ายๆ สร้างการเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนา

แต่ปัญหาของ SMEs จำนวนไม่น้อยครับ มีแนวคิดว่า “ถ้าส่งไปเรียนรู้มากเกิน เดี๋ยวเก่งก็หนีไปที่อื่น ไปเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเอง เสียเงินส่งให้เรียนฟรีๆ”

บอกได้เลยครับว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น มันเป็นภาพสะท้อนว่าองค์กรไม่มีสิ่งดึงดูดเขา แม้แต่ “ความเกรงใจ”

คนเรา “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” ครับ

ถ้าพนักงานมีความสบายใจ ทุกคนอยากเติบโตในหน้าที่การงาน มีชีวิตที่ดีขึ้น หากเราส่งเสริมอย่างจริงใจ เข้าใจสัจธรรมว่า จะสอน จะให้เรียน หรือไม่ วันหนึ่งเขาก็พร้อมจะไปเลือกเส้นทางที่ดีกว่าอยู่ดี

แล้วทำไมวันที่เขายังอยู่ ไม่เสริมศักยภาพให้เขาเก่งขึ้น แม้จะช่วงสั้นๆ ที่เขายังอยู่กับเรา ความเก่งของเขาก็จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของงาน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

เชื่อเถอะครับ ถ้าเขามีความสบายใจ รู้ว่าได้รับการส่งเสริมอย่างจริงใจ เขาก็จะมีความรู้สึกเกรงใจ มีความรู้สึกที่ดีย้อนกลับมาเช่นกัน เขาก็อยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น ทำให้งานก้าวหน้าได้เร็วขึ้น และธุรกิจมีมือรองมาช่วยแบ่งเบาภาระ

ข้อด้อยร่วมกันของคนไทยทั้งชาติคือ “การกลัวโดนหักหลัง” จากคนที่ได้รับความรู้จากเรา จึงเกิดภาษิตคำพังเพยประมาณว่า “ศิษย์คิดล้างครู” “ครูพักลักจำ” หรือกระทั่งแนวคิด “อย่าสอนไม้เด็ดเคล็ดลับจนหมด”

ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน ระหว่าง ครูหวงวิชา จนศิษย์ต้อง “ลักจำ” กับศิษย์ “คิดล้างครู” จนครูต้องอุบไม้เด็ดเคล็ดลับเอาไว้กับตัว

ลองคิดกลับด้านดูครับ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าไม้เด็ดเคล็ดลับ ยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ถ่ายทอดให้แบบไม่ต้องเสียเวลามาลักจำซะเลย แล้วดูว่าศิษย์ยังคิดจะล้างครูอยู่อีกหรือไม่

ถ้าครูมั่นใจว่าเหนือกว่า รับรองว่าได้มือขวาไว้ใช้งาน…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: