‘ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์’ รองคณบดีอายุน้อยที่สุด

Published February 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/202096

วันเสาร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เป็นหญิงเก่งแห่งวงการศึกษาอีกคนสำหรับ “ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์”ที่สามารถพาตัวเองให้ขึ้นมาในตำแหน่ง รองคณบดีฝ่ายส่งเสริมผลงานวิชาการและฝ่ายวิจัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นรองคณบดีที่อายุน้อยที่สุด รายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 โดยพิธีกร “ขิม-ทิพย์ลดา พูนศิริวงศ์” ได้ตามไปพูดคุยถึงความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ เล่าว่า“เรียนจบระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย หลังจากนั้นก็ได้ทุนเล่าเรียนหลวง ก็ไปเรียนทางด้านจีน ที่ชิคาโก ดีกรีแรกจะเป็นเกี่ยวกับวรรณกรรมและอารยธรรมจีนหลังจากนั้นก็ไปต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกทางด้านประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ที่อ๊อกซฟอร์ด

ตอนนี้ก็ทำหลายอย่าง มีทั้งที่เป็นงานประจำที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คืออาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ก็สอน
ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออก เราก็มักจะบอกว่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกจนถึงปัจจุบันเลย ในส่วนของงานสอนนะคะ ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโทและก็ปริญญาเอก นอกจากนี้ ก็มีงานวิจัยที่ทำของตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะคนจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในประเทศไทย ก็เลยมีเรื่องที่เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ไทยมากพอสมควร 2 ปีมานี้ก็เลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยงาน ตอนนี้ก็เป็นผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา คณะประวัติศาสตร์

ศูนย์ไทยศึกษานี่ ก็จะดูแลโครงการหลักสูตรปริญญาโท ปริญญาเอก ที่เป็นนานาชาติของคณะอักษรศาสตร์ 2 หลักสูตร ทางด้านการศึกษา ก็มาช่วยดูแลจัดการบริหารหลักสูตรทั้ง 2 หลักสูตรนี้ แล้วก็ล่าสุดเมื่อปลายปีก็ได้รับเชิญให้มาเป็น รองคณบดีฝ่ายส่งเสริมผลงานวิชาการและฝ่ายวิจัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นรองคณบดี ที่มีอายุน้อยที่สุดนั้น ก็เพิ่งเช็คอายุกัน พบว่าน้อยที่สุด จริงๆ ตั้งแต่เริ่มทำงานมาไม่ได้คิดว่าตัวเองน้อยที่สุด พอมีคนคอมเม้นท์มา ก็เลยมาเช็คดู ปัจจุบันอายุ 35 ปี หลังกลับมาจากต่างประเทศตั้งแต่ปี 2551 เป็นเวลา 6 ปีแล้ว แต่ก็มีการได้ไปทำวิจัยในระดับปริญญาเอกด้วย 3-4 ปีที่แล้วไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยในฮ่องกงเป็นเวลา 1 ปีแล้วจริงๆ ก็กลับมาก็มีงานที่ต้องติดต่อทั้งเรื่องการทำวิจัยและก็เสนอผลงานวิชาการ แล้วหลังๆ มาทำงานบริหาร ก็มีภารกิจที่ต้องเดินทางไปๆ มาๆ ต่างประเทศอยู่บ่อยเหมือนกัน

กับเรื่องของงานวิจัย ถามว่าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง คือที่เรียนมา โดยเฉพาะตอนที่ทำปริญญาเอก จะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์คนจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในประเทศไทย แล้วก็ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ด้วย ที่นี้พอกลับมาเมืองไทยมาทำงาน อย่างที่บอกไปแล้วก็ต้องรับภาระในการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนและเอเชียตะวันออก รวมญี่ปุ่น เกาหลีด้วย

แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค ทุกคนก็รู้ว่าศตวรรษนี้จีนกำลังเฟื่องฟูมาก ทุกคนก็ฮิตอยากจะเรียนภาษาจีน แล้วก็ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีน เรียกว่าทุกแง่มุมในด้านการศึกษา ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ก็ได้รับอิทธิพลจากจีนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ก็ในส่วนหนึ่งที่รับมาทำโดยเฉพาะ ก็คือมารับเป็น ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา ก็คือจะขยายขอบเขตการศึกษาเกี่ยวกับประเทศเราเอง เกี่ยวกับการศึกษา เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย วัฒนธรรมไทย เราต้องดูว่าเราจะเชื่อมโยงกับโลกนี้ได้อย่างไรบ้าง แล้วที่สำคัญก็คือเราอาจจะเชื่อมโยงกับเอเชียตะวันออกอย่างไร จะเชื่อมโยงกับจีนอย่างไร จะนำเสนอตัวเราในโลกนี้แล้วเราจะทำให้คนในเมืองไทย โดยเฉพาะนิสิตในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เป็นโกลบอล ซิตี้เซน เป็นคนที่เข้าใจเกี่ยวกับโลกนี้ได้อย่างไร

ฉะนั้นงานที่เข้ามาทำในฐานะรองคณบดีวิจัย และก็ในฐานะผอ.ไทยศึกษา ก็คือ การพยายามเชื่อมโยงตรงนี้ เราก็มีโครงการที่สำคัญๆ ที่กำลังทำอยู่ก็คือ เรากำลังจะจัดโครงการซัมเมอร์สคูล ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า “CUSIS” ซึ่งจะจัดในช่วงภาคฤดูร้อน ก็จะเปิดให้ผู้สนใจจากนานาชาติสามารถเข้ามาเรียนภาษาไทย เรียนประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เป็นคอร์สระยะสั้น 4 สัปดาห์ และก็ในระหว่างซัมเมอร์คอร์ส เราก็จะจัดเป็น อินเตอร์เนชั่นเนล เกรทดูเอส ซิมโพเซี่ยม ออน ไทย สตัดดี้ ก็คือเราจะเปิดให้นักศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับของไทยจากทั่วโลก สามารถที่จะมานำเสนองานวิจัยของตัวเอง ที่ซิมโพเซี่ยมนี้ ร่วมกับนิสิตในโครงการปริญญาโทและปริญญาเอกทางด้านไทยศึกษาของคณะอักษรศาสตร์ ตรงนี้เราก็คิดว่าจะทำให้นิสิตไทยศึกษาของเราเอง จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ
แล้วก็รู้เกี่ยวกับโลกนี้ให้มากขึ้น แล้วก็เป็นการเปิดให้ไทยศึกษา โกอินเตอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีงานใหญ่มากอีกงานหนึ่ง ก็คือ ปีนี้ 2559 จะเป็นปีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ครบ 100 ปี ก็จะมีโครงการหลายอย่างมากที่เกี่ยวข้องกับอักษรศาสตร์ 100 ปี ในส่วนที่ฝ่ายวิจัยดูแลโดยตรงคือ คณะอักษรศาสตร์จะได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมใหญ่มากชื่อ ซอฟอิสเอเชี่ยน สตัสดี้ อิน เอเชีย ซึ่งจะจัดในปลายปีช่วงเดือนธันวาคม 2559 จะเป็นการประชุมของนักวิชาการที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังเป็นเครือข่ายของนักวิชาการที่ทำงานร่วมกันเกี่ยวกับตะวันออกเฉียงใต้และก็เกี่ยวพันกับเอเชียตะวันออกด้วย ครั้งที่แล้วจัดขึ้นที่เกียวโตมีนักวิชาการทั้งญี่ปุ่น ทั้งเกาหลี ทั้งจีนที่เข้าร่วมด้วย อันนี้ก็จะถือว่าเป็นงานใหญ่มากอีกงานหนึ่งของเรา

สำหรับผู้ชมทางบ้านที่สนใจโครงการต่างๆ หรือว่าอยากจะมีส่วนร่วม มีช่องทางที่สะดวกที่สุด คือติดต่อมาที่ ศูนย์ไทยศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาทางอี-เมล์ก็ได้ที่ thaistudiesgrad.symposium@gmail.com หรือจะทางโทรศัพท์ที่ 02-21884862

เรื่องของการแบ่งเวลา ถามว่าแบ่งเวลาอย่างไร กับงานเยอะมากขนาดนี้ คิดว่าที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือเราต้องรู้จักทำงานเป็นทีม และก็รู้จักเพื่อนร่วมงานของเรา ไม่ว่าเราจะเก่งขนาดไหนหรือไม่เก่งขนาดไหน ถ้าเรารู้จักเพื่อนร่วมงานของเรา เรารู้ว่าคนอื่นเขาเก่งทำอะไรกันบ้าง เราก็จะได้ร่วมมือกันงานอะไรของเราที่มันหนักมาก เราก็แบ่งให้เขาทำ งานอะไรที่เราพอจะช่วยเขาได้ เราก็ช่วยแบ่งเขามา แล้วก็ทีมเวิร์กนี่สำคัญมาก

อีกอย่างที่สำคัญก็คือ เราต้องรักษาสุขภาพของตัวเอง คือทำงานหนักแล้วไม่ใช่ว่าทำงานจนป่วย เสียชีวิตทำงานไม่ได้ มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ดังนั้น ก็คือต้องรู้จักทำงานเป็นทีม ต้องรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเอง ต้องนอนให้พอ ต้องออกกำลังกายบ้าง ถ้าเราดูแลตัวเองดีๆ แล้ว เราก็จะมีพละกำลัง มีสติปัญญาในการที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมได้มากขึ้น นอกจากดูแลตัวเองแล้ว เราก็ต้องดูแลเพื่อนร่วมงาน เราต้องมีมิตรภาพที่จะสามารถทำงานร่วมกันได้ดีด้วย แล้วจะทำให้ไม่แต่เฉพาะงานของเราจะก้าวหน้าไปได้ดี งานของเพื่อนร่วมงานก็จะก้าวหน้าไปด้วยดีด้วย ในภาพรวมทั้งองค์กรของเราทำงานเป็นทีมเวิร์ก เราก็จะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

ส่วนเรื่องเคล็ดลับและหลักการในการดำเนินชีวิต คิดว่าที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องรู้ว่ากว่าที่เราจะมามีอาชีพนี้ มีหน้าที่การงานทุกวันนี้ เราได้รับมาจากคนอื่นเยอะแยะมากมาย เราได้รับทุนให้ไปเรียนต่อ เราได้รับโอกาส เราได้รับความช่วยเหลือจาก
ครูบาอาจารย์ จากพ่อแม่ จากครอบครัว ดังนั้นเราก็มาทำงานในที่นี่เราก็ต้องอยากจะคืนให้กับคนอื่นบ้าง เวลาสอนหนังสือ แล้วมีนิสิตมาคุยกับเรา เวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือเราก็ต้องนึกถึงเวลาที่คนอื่นเขาเคยช่วยเรามาเราก็สนับสนุนกันไป ก็คือ เวลาทำอย่าคิดว่าทำเพื่อหวังผลตอบแทนอะไร แต่ให้ว่าคิดว่าเราได้รับตอบแทนมามากมาย เราก็ทำส่งกลับคืนไปให้ มันก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับการทำงาน และก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนิสิตนักศึกษา ลูกศิษย์ลูกหาด้วย

สำหรับเรื่องการวางแผนในอนาคตนั้นในช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญหลายอย่างของวงวิชาการ ขององค์กร และคณะอักษรศาสตร์เข้าสู่ 100 ปี แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร ก็คงเป็นช่วงที่ต้องรับงานบริหารที่หนักพอสมควร แต่ก็คาดหวังว่าท้ายที่สุดแล้วในตัวตนของตัวเอง ก็คือเป็นนักวิชาการ เป็นนักประวัติศาสตร์ ถ้าผ่านพ้นยุคแห่งการรับงานบริหารตรงนี้ไปได้แล้ว หมดวาระแล้ว ก็คงจะอยากกลับไปสู่การทำวิจัย แล้วก็ผลิตผลงานวิชาการออกมาให้มากขึ้น ตอนนี้เรามีงานวิชาการที่อยู่ในระหว่างการเตรียมตีพิมพ์ต่อไป ที่สุดของสิ่งที่อยากทำก็คงจะเป็นการกลับไปทำงานวิชาการที่รัก”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: