ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

“เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง…ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้”

เมื่อเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าในฐานะคนขายของ คนทำธุรกิจ คนทำโรงงานผลิต คนทำธุรกิจรับจ้างทำของ-ให้บริการ หรือแม้แต่คนทำอาชีพเกษตรกรรม-กสิกรรม หรือในฐานะที่ถูกยกย่องว่าเป็น SMEs กระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทยคงไม่มีใครจะไม่รู้สึกละเหี่ยใจ เหตุเพราะว่าเวลาได้อ่านข่าวสาร ได้รับฟังข่าวสารทางเศรษฐกิจช่วงเวลานี้ล้วนมีแต่ในทางข่าวลบ และมากระทบความรู้สึกได้แทบทุกวัน ในทุกช่องทางที่รับรู้

– ยอดขายรถ ตกต่ำบ้าง ขายไม่ออก มีรถเหลือเยอะแยะ โปรโมชั่นเต็มที่แล้ว ถึงขนาดออกมาแบบว่าดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ผ่อน 72 งวดก็แล้ว ที่สำคัญ ผลจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เกิดขึ้นได้ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ ทั้งที่อาจจะยังไม่มีความพร้อม และจะต้องมีภาระในการผ่อนชำระอย่างน้อย 4-6 ปีตามงวดการชำระ ความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เนื่องจากสถาบันการเงินมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อรถใหม่เป็นเจ้าของรถได้ยากขึ้น เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุ ทั้งการบิดเบือนของตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมา ผลของรายได้ที่ลดลง ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูง จึงนำมาสู่เรื่องราวในทางลบนั่นเอง แต่ปรากฏว่าเวลานี้ รถยนต์ยี่ห้อแพงๆ กลับขายได้ดี

– อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ มียอดการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือ มีใบสมัครสินเชื่อเข้ามาให้พิจารณา 100 ใบ ปรากฏว่าไม่ผ่านการพิจารณาทั้งเรื่องของรายได้ไม่มากพอตามเกณฑ์ มีภาระหนี้เดิมอยู่มาก ผ่อนเพิ่มอาจจะไม่ไหว หรือว่ามีประวัติผิดนัดชำระหนี้ล่าช้าในบางบัญชีที่เรียกว่า “ปัจจุบันไม่มีการค้าง แต่ในอดีตที่ผ่านมาเคยค้างชำระ-เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเป็นคนเคยค้าง” ขณะที่เกณฑ์การให้สินเชื่อยังเป็นเกณฑ์เดิม เพียงแต่จะมีการพิจารณารอบคอบมากขึ้น โดยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านลูกค้าตลาดบน คนที่มีรายได้สูงจะมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของคำขอสินเชื่อ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 40-45 เปอร์เซ็นต์”

– ยอดสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงินให้กู้ยืม มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากว่าปีก่อนๆ และก็มีความระมัดระวังในเรื่องการให้กู้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ธนาคารได้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีภาระหนี้เก่าสูง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 50,000 บาทขึ้นไป และต้องการที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาท หรือคอนโดมิเนียมราคา 10 ล้านบาท ที่ติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดี ดังนั้น เจ้าของโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการจะหันมาเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูงมากขึ้น

– ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ล้วนมีการประกาศออกมาในทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

– เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เช่น การส่งออกในเดือนกรกฎาคม ติดลบไป 8.3 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนและต่ำสุดกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้ พอมาดูทางอเมริกา ตอนแรกๆ ก็บอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีแล้ว ที่สุดก็ยังไม่แน่นอนขึ้นมาว่าจะดีแบบคงทน ถาวร แข็งแกร่งหรือไม่ ใจของผู้คนที่ได้รับฟัง เจอทุกวัน นานวันเข้าก็จะมีความรู้สึกว่า สถานการณ์มันมีอะไรที่น่าวิตก เศรษฐกิจไทยมันจะไปได้โลดจริงหรือ ยากนักที่สังคม (ที่เชื่อตามความรู้สึก ไม่ได้เชื่อจากความรู้จริงแบบบ้านเรา) จะยอมเชื่อว่า เศรษฐกิจเรามีพื้นฐานแข็งแรง ได้เปรียบในจุดยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน ปัญหาที่เจอเป็นเรื่องชั่วคราวแล้วเราก็จะผ่านไปได้ เหมือนที่เรามีพระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยโดยตลอด…เราจะเชื่อเช่นนั้นได้จริงหรือ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SMEs บ้านเราในเวลานี้ที่ควรต้องดำเนินการภายใต้ข่าวสารที่ออกมา ไปในทางลบค่อนข้างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า ตื่นเช้าขึ้นมา อ่านสื่อ เสพสื่อแล้ว ยังจะมีกำลังใจเหลืออยู่หรือไม่

ผมคิดว่าเมื่อเราเป็น SMEs ในเมืองพุทธ น่าจะมีศาสนาในใจ จึงขอนำเอาข้อความมาสื่อให้กับทุกท่าน ในช่วงเวลานี้เนื่องจากเป็นช่วงของ “การเข้าพรรษา” เพื่อท่านจะได้มีข้อมูลอะไรที่จะช่วยท่านๆ ทั้งหลาย ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ภาระการหมุนเงิน ภาระการหมุนหนี้ ภาระการดูแลธุรกิจ ลูกจ้าง พนักงาน ในยามนี้ เวลานี้ที่ต้องใช้สรรพกำลังทั้งกายและใจต่อสู้ ฝ่าฟัน กับข่าวสารในทางลบที่ออกมาดังกล่าวข้างต้น ก็ไปพบว่า มีผู้คนที่ปรารถนาดีต่อกันได้ส่งข้อมูลมาให้เพื่อเป็นทั้งกำลังใจ ทั้งเตือนสติ ให้กาย-ใจ กลับสู่ที่ตั้ง มีความไม่ปรุงแต่งเป็นที่ยึด คำนึงถึงความเพียงพอ เพื่อที่จะมีชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม ทางธุรกิจ แบบพอเพียง ความมีดังนี้ครับ

ชีวิตคน ย่อมแปรผัน

สิ่งสำคัญ อย่าประมาท

สิ่งผิดพลาด คือบทเรียน

สิ่งพากเพียร คือลาภผล

สิ่งช่วยตน คือปัญญา

สิ่งบูชา คือบุญคุณ

สิ่งค้ำจุน คือพ่อแม่

ผู้เสริมต่อ คือครูอาจารย์

สิ่งบันดาล คือเงินตรา

ยอดปรารถนา คือความสุข

สิ่งเปลื้องทุกข์ คือศีลทาน

สิ่งสำราญ คือความชั่ว

สิ่งเมามัว คือความอยาก

พาลำบาก คือเกียจคร้าน

ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้

ความป่นปี้ คืออบายมุข

พาให้สุข คือธรรมะ

ไม่หมดภาระ คือยังไม่ตาย

เลิกวุ่นวาย คือได้ “นิพพาน”

คำที่ว่า “ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้ ความป่นปี้ คืออบายมุข” เห็นจะเป็นจริงแน่แท้

ดังคำที่ว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ภายใต้บรรยากาศของหนี้ครัวเรือน 10.5 ล้านล้าน + ความเข้มงวดของคนให้กู้ + เศรษฐกิจเปราะบางเวลานี้ ที่ต่างก็ระบายออกมาทางไลน์ว่า “การหมุนเงินทัน ในแต่ละเดือน คือลาภอันประเสริฐ”

ผมต้องขอขอบคุณท่านที่เป็นผู้แต่งคำกล่าวข้างต้นที่ระบุเพียงว่า สายธรรม (วัดป่าฯ อุดร) ด้วยความขอบคุณยิ่ง

ท่านเตือนสติผู้คน เตือนสติ SMEs ในยามนี้ได้อย่างงดงามจริงๆ ครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: