โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

“SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย”

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. จะพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2558 โดยจะปรับลดการขยายตัวจากที่คาดไว้เดิม 3.7% เหลือ 3% ต่อปี ซึ่งทุกฝ่ายทั้งประชาชนและนักลงทุนก่อนหน้านี้ต่างได้รับทราบข้อมูลแล้ว การปรับลดเศรษฐกิจครั้งนี้มาจากเหตุปัจจัยดังนี้

– เนื่องจากการส่งออกที่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 0.2% มาเป็นติดลบ 1.7%

– การบริโภคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้แต่ยังไม่สูงมากที่ประมาณ 2-3% ดัชนีเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2558 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงออกมาอ่อนแอ ต่อเนื่องจากภาคครัวเรือนและธุรกิจยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย การบริโภคเอกชนชะลอลงจากการปรับลดการบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะหมวดยานยนต์เป็นสำคัญ พอเข้าไปดูจะเห็นว่าสาเหตุที่ภาคดังกล่าวปรับลดลง ยังเป็นผลจากบริษัท TOYOTA เปิดตัวกระบะรุ่นใหม่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ยอดขายกระบะเดือนพฤษภาคม 2558 ปรับตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ดังนั้น จากความเห็นนักวิชาการระบุว่า ปัจจัยลบดังกล่าวที่มากระทบต่อการบริโภคสินค้าคงทนน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากรถยนต์กระบะรุ่นใหม่ได้มีการส่งมอบในเดือนถัดๆ ไป จะทำให้การบริโภคสินค้าคงทนน่าจะฟื้นตัวกลับมาในระยะต่อไปได้ ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ ของการบริโภคเอกชนยังคงทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยลบเดิม ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ

– การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้มากกว่า 15% เนื่องจากภาครัฐเร่งการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการเบิกจ่ายได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณปี 2558 และยังมีงบลงทุนพิเศษจากการลงทุนโครงการน้ำและซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศอีก 80,000 ล้านบาท มีการอนุมัติก่อสร้างโครงการถนนมอเตอร์เวย์ 3 สาย รวมถึงงบประมาณปี 2559 มีแผนการขาดดุลถึง 390,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งเป็นงบลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท ทั้งหมดจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังให้ขยายตัวได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ขยายตัวลดลงบางส่วน รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งการพักชำระหนี้เพื่อลดรายจ่าย และการให้สินเชื่อเพิ่มเติมในจุดที่จำเป็นเร่งด่วนไปแล้ว

มีอดีตนายธนาคารกล่าวว่า “ถ้าประเมินกลุ่มสินค้าเกษตรการเมือง 5 ชนิด คือ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม และอ้อย จะพบว่า อ้อย ปาล์ม มัน มีทางเลือกในการนำไปทำเป็นพลังงานทดแทนได้ ถ้าบริหารให้ดีก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาคเกษตร ทั้งด้านรายได้และหนี้สินครัวเรือนเกษตรกร สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา GDP ภาคเกษตรหรือรายได้รวมของภาคเกษตรมีการหดตัวต่อเนื่อง เหตุที่ GDP ภาคเกษตรในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมายังเติบโตได้ ยกเว้นปี 2555 ที่ GDP ภาคเกษตรหดตัวเนื่องจากเรื่องน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แล้วต่างเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรตลอด” ขณะที่ GDP ภาคเกษตรปี 2557 มีมูลค่า 1.412 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท เพราะมีทั้งโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 15,000 บาท/ตัน จึงมีแรงกระตุ้นให้เติบโต

– ต่อเนื่องจากนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เวลานี้เมื่อไม่มีมาตรการกระตุ้นต่อ บวกกับเกิดภัยแล้ง GDP ภาคเกษตรก็ลดลงทันที ปีนี้จะอยู่ที่ 1.38 ล้านล้านบาท ขณะที่ฝั่งหนี้สินของครัวเรือนเกษตรเทียบกับรายได้ จะพบว่า สัดส่วนหนี้สินของเกษตรกรต่อ GDP ภาคเกษตรสูงเกิน 80% ไปแล้ว โดยเกษตรกรเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวม 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สถาบันการเกษตร 1.18 แสนล้านบาท หนี้สินธนาคารพาณิชย์ 1.02 แสนล้านบาท เป็นต้น และหนี้เหล่านี้ยังไม่ได้รวมหนี้นอกระบบ

ลองหันกลับมามองทางด้าน SMEs กันบ้าง จะพบว่า ประธานธนาคารใหญ่ที่เป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ของ SMEs ระบุไว้อย่างน่าสนใจ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ลูกหนี้เริ่มมีกำลังผ่อนชำระลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่สายป่านสั้นกว่าลูกค้ารายใหญ่

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ พบว่า ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 1.25% จาก 1.22% และ 1.20% ในงวดเดือนมีนาคม 2558 และ ธันวาคม 2557 ในส่วนของมูลค่าของ NPL ยังคงเพิ่มขึ้น แต่มีอัตราที่ชะลอตัวลงหรือเพิ่มขึ้น 3.09% จากไตรมาสก่อนหน้าเทียบกับไตรมาสแรกที่ NPL เติบโตถึง 8.14% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสถาบันการเงินต่างมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในภาคธุรกิจและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ

จุดที่น่าสนใจคือ รายงานผลประกอบการงวดครึ่งปี 2558 ธนาคารพาณิชย์มี NPL ที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้ SMEs และกลุ่มสินเชื่อเพื่อการเคหะ อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ SMEs เป็นภาคที่ต้องเจอมรสุม เพราะอำนาจต่อรองในตลาดมีน้อย หากเศรษฐกิจไม่เดิน ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาก็ลำบาก

จนมีคำกล่าวว่า “SMEs เป็นเม็ดทรายของระบบเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคง ในช่วงที่ยากเย็นก็ต้องประคองให้อยู่รอดให้ได้ ธนาคารไม่จำเป็นต้องปรับนโยบาย ไปเน้นสินเชื่อรายใหญ่หรือรายย่อย เพราะเรากระจายทุกกลุ่มอยู่แล้วและแต่ละกลุ่มมีความแข็งแรงไม่เหมือนกัน การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปทำได้แค่ขั้นหนึ่ง หากผลิตแล้วไม่มีคนซื้อก็ไปไม่ได้ เศรษฐกิจโดยรวมต้องถูกกระตุ้น จึงจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ค้าขายได้ต่อเนื่อง”

ในส่วนของธนาคารมีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและพยายามแก้ไขผ่อนปรนให้ได้มากที่สุด เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกลับมา เพราะหากเป็นปัญหาเรื่องวงจรเศรษฐกิจ ธนาคารก็ช่วยประคองลูกค้า ไปจนถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้นด้วยการปรับโครงสร้างกันไป แต่หากระยะยาวเป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและโลก ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างชัดเจน

หากเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปี ก็คงแย่ เพราะ SMEs เป็นกลุ่มใหญ่ของระบบเศรษฐกิจและถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีจะกระทบกับความต้องการของโลกที่จะกลับมากระทบที่ธุรกิจ หากว่าจะมีการปลดคนงาน มันก็กระทบการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนตามมาเป็นลูกโซ่

ดังนั้น SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย

เวลานี้คงต้องรอว่ารัฐบาลจะมีโปรแกรมออกมากระตุ้นระบบเศรษฐกิจกันแบบไหน เช่น SMEs กู้เงินต้องมีการค้ำประกันจาก บสย. มาเติมเต็ม มีการผ่อนผันการชำระเงินต้นและให้ชำระเพียงดอกเบี้ยนานถึง 24 เดือน ในลูกค้าบางราย ซึ่งหากเป็นลูกค้า SMEs ธนาคารจะพิจารณาจากกระแสเงินสดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ธุรกิจที่ยังไปได้นั้นยังมีอยู่ เช่น ธุรกิจโกดังสินค้า สถานเสริมความงาม โรงพยาบาล รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ในแต่ละท้องถิ่น

“สถานการณ์ของ SMEs ในขณะนี้เรายอมรับว่าต้องระมัดระวัง ยอดเช็คเด้งมากขึ้น NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เวลานี้ลูกค้าที่เคยมีสายป่านยาวเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว ซ้ำร้ายปีนี้ราคาพืชผลเกษตรก็ไม่ดี เพราะภัยแล้ง อีกทั้งราคาหุ้นก็ตกตามไปอีก”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นแค่เรื่องราวของช่วงครึ่งปีแรกเท่านั้น และขอภาวนาให้ SMEs ยืนหยัดต่อไปได้จนครบยกตลอดปี 2558

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: