กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

ปัจจุบันนี้ สุขภาพของคนไทยได้รับผลกระทบจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจสุขภาพคนไทยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า มากกว่า 3 ใน 10 คนของผู้ชายไทยและ 4 ใน 10 คนของผู้หญิงไทยอยู่ในเกณฑ์อ้วน ความชุกสูงสุดอยู่ในกลุ่มอายุ 45-60 ปี นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ เพิ่มขึ้นในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ ความชุกของโรคเบาหวานร้อยละ 6.9 ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 21.4 ความชุกของภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 19.1 การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดโรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไต, โรคอ้วน รวมทั้งทำให้เกิดโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ เช่น โรคเกาต์ เป็นต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสามารถป้องกันการเกิดโรค ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นกว่าเดิมหรืออาจทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้

อาหารเพื่อสุขภาพ หมายถึง อาหารที่รับประทานแล้วทำให้ร่างกายสามารถรักษาภาวะสุขภาพที่ดีได้ต่อไป หรือทำให้สุขภาพที่ไม่ดีกลับฟื้นตัวขึ้น บทบาทของอาหารในการป้องกันการเกิดโรคข้อนั้น เห็นได้ชัดเจนในโรคข้อเสื่อมและโรคเกาต์ สำหรับโรคข้ออักเสบอื่นๆ อาจไม่เกี่ยวข้องกับชนิดของอาหารแต่อาจเกี่ยวข้องกับความสะอาดของอาหารที่รับประทาน เช่น โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน ซึ่งมีสาเหตุจากความเสื่อมสภาพตามอายุ การใช้งาน กรรมพันธุ์ และน้ำหนักที่กระทำต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งแปรผันตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย ดังนั้น หลักการในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเสื่อมคือ การรับประทานอาหารให้ถูกส่วน ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ข้อต้องรับน้ำหนักที่มากเกินไป มีข้อมูลจากการศึกษาที่พบว่า หากสามารถลดน้ำหนักได้ 5.1 กิโลกรัม ในระยะเวลา 10 ปี ความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเสื่อมจะลดลงร้อยละ 50

สำหรับโรคเกาต์มีความสัมพันธ์กับความอ้วน ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารนอกจากต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนแล้ว ยังต้องลดปริมาณการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา น้ำต้มกระดูก น้ำซุปไก่ รวมถึงงดการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่นๆ เพื่อรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือมีค่าน้อยกว่า 7 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะมีเพียงร้อยละ 0.1 ต่อปี แต่หากระดับกรดยูริกในเลือดสูงระหว่าง 7-8.9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 0.5 ต่อปี หากระดับสูงกว่า 9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเป็นโรคจะสูงถึงร้อยละ 4.9 ต่อปี นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรดื่มนมพร่องมันเนยทุกวัน วันละ 1-2 แก้ว เพราะมีข้อมูลว่าทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ลดลง ในขณะเดียวกัน ควรจำกัดปริมาณน้ำหวานโดยเฉพาะน้ำผลไม้ในแต่ละวัน เพราะน้ำตาลฟรักโทส (fructose) จากน้ำผลไม้จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริก ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับโรคข้ออักเสบเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthritis) ตัวโรคมักมีผลกระทบต่อสภาวะโภชนาการของผู้ป่วย เนื่องจากกระบวนการอักเสบของโรคทำให้เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้ลำบาก ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้หรือเคี้ยวอาหารลำบาก ในขณะที่ร่างกายมีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีน้ำหนักลดในระยะที่โรคกำเริบ ในต่างประเทศมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหาร งดหรือลดการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะมีสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นแอนติเจนของปฏิกิริยาภูมิแพ้มากกว่า และทำให้ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะปกติได้มากกว่า และการบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืช ผัก ผลไม้ จะทำให้ปฏิกิริยาการอักเสบจากภูมิแพ้น้อยกว่า มีการศึกษาการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารเป็นมังสวิรัติ เทียบกับกลุ่มควบคุมที่รับประทานอาหารตามปกติ พบว่า ในกลุ่มที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นระยะเวลา 3.5 เดือน มีการควบคุมโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ดีกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติ

ผู้ป่วยมักตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องอาหารแสลงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ว่ามีอะไรบ้าง และควรรับประทานสิ่งใด ตามหลักในการรักษาทั่วไป ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่างไม่มีของแสลง แต่ควรละเว้นอาหารที่ไม่สุก ไม่สะอาด และไม่ควรดื่มสุรา การใช้ยาในการรักษาโรคอาจทำให้มีการติดเชื้อโรคในร่างกายได้ง่ายกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงไม่ควรรับประทานอาหารดิบหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ จึงไม่ควรดื่มสุราร่วมด้วย เพราะอาจทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงได้ ในกรณีที่มีการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น รับประทานอาหารชนิดที่มีไขมันจากสัตว์มากเกินไป ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อช่วยในการควบคุมอาการปวดและการอักเสบ โดยการเพิ่มสัดส่วนของอาหาร เช่น ผักและผลไม้มากขึ้น

การไม่ปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง หวังพึ่งแต่ยาจากแพทย์ หวังพึ่งอาหารเสริมชนิดต่างๆ อาจทำให้การรักษาโรคไม่ได้ผลเต็มที่หรือมีภาวะแทรกซ้อนตามมา

กินอย่างไร ห่างไกลโรค โชคดีแท้

ที่แน่แน่ แย่ไม่มี ดีใจหาย

กินให้ถูก ลูกไม่แย่ แม่ไม่ตาย

อยู่สบาย เพราะเลือกกิน จินดาเอย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: