สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง

จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเห็นได้ว่าการเกษตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เนื้อที่หรือความรู้ของการจบในด้านนี้มาทำมากนัก แต่เกิดจากการที่เริ่มชอบในสิ่งที่อยากทำ จนคิดค้นริเริ่มทดลองทำจนให้เกิดเป็นงานสร้างรายได้ แบบที่ว่าสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

คุณสุมิตรา ศรีเดช อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 4 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ลาออกจากงานบริษัท มาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง โดยใช้พื้นที่บริเวณภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนเป็นอาชีพที่เธอบอกว่าทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญทำให้เธอมีเวลาอยู่บ้านดูแลบุคคลอันเป็นที่รักอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย

จากพนักงานบริษัท

ผันชีวิตสู่ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง

คุณสุมิตรา เล่าให้ฟังว่า ได้ลาออกจากงานบริษัทมาอยู่ที่บ้านเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน จากนั้นประมาณ ปี 2558 สามีของเธอได้ดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จึงเกิดความสนใจ ได้ออกเดินทางไปศึกษาในแหล่งที่มีการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และได้หาซื้อกุ้งก้ามแดงมาทดลองเลี้ยงในเวลาต่อมา ผลปรากฏว่ากุ้งเจริญเติบโตได้ดี จึงอยากยึดเป็นอาชีพอีกทางเพื่อสร้างรายได้

“ตอนนั้นดูอะไรไปเรื่อย บังเอิญไปเจอรายการเกี่ยวกับเกษตร ว่ากุ้งชนิดนี้มันสามารถเลี้ยงในน้ำจืดได้ ก็เลยลองไปดูที่เขาเลี้ยงกับสามี ก็เลยซื้อมาทดลองเลี้ยงดู ประมาณเดือนมิถุนายน ปี 58 เอาแบบไซซ์เล็กๆ มาลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็ประมาณ 100 ตัว พอเห็นว่าตัวเล็กพวกนั้นโตดีตายน้อย เพราะในฐานะที่เราเป็นคนเลี้ยงมือสมัครเล่น แต่ประสบผลสำเร็จได้แบบนี้ ก็เริ่มอยากจะยึดเป็นอาชีพน่าจะได้” คุณสุมิตรา เล่าถึงความเป็นมา

หลังจากที่เห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้น คุณสุมิตรา เล่าว่า จึงหาซื้อพ่อแม่พันธุ์มาทดลองเพาะลูกกุ้งก้ามแดง เพื่อทดแทนการซื้อลูกกุ้งเข้ามาเลี้ยงเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทาง

“ช่วงแรกที่เราคิดว่าเราจะเลี้ยง เราก็สั่งแบบหลากหลายที่มาเลย ลงทุนช่วงแรก แต่คนที่อยากจะเริ่มลองดู ก็จะบอกว่าอย่าเพิ่งเริ่มเยอะ ซื้อมาทีละน้อยก่อน เพราะว่าแม่พันธุ์ 1 ตัวนี่ ก็ให้ลูกประมาณ 300-400 ตัว เราเลี้ยงลูกพวกนั้นไปอีกประมาณ 4 เดือน เราก็จะได้ลูกพวกนั้นมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป แต่อย่างของที่ฟาร์มเรานี่จะเน้นจำหน่ายลูกที่เกิดมาเสียมากกว่า ค่อนข้างมั่นใจเรื่องตลาด ก็จะเอามาเลี้ยงเยอะไปเลย” คุณสุมิตรา กล่าว

ใช้พื้นที่น้อย

กุ้งกินอาหารได้หลากหลาย

การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอาจเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย เพราะสามารถใช้พื้นที่บริเวณบ้านเลี้ยงได้แบบไม่ใช้พื้นที่มากนัก ซึ่งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราเลี้ยงทั้งในผ้าใบพลาสติกและในโอ่งใหญ่ที่มีอยู่เดิมภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า อะไรที่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์นำมาทำเพื่อประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด

“อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยง เลือกอะไรก็ได้ที่สามารถใส่น้ำได้ อย่างน้อยต้องใส่น้ำให้สูงประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อที่จะใช้ในการผสมพันธุ์ เพื่อให้กุ้งอยู่ได้อย่างสะดวก แล้วก็จะเอาพ่อแม่พันธุ์มาลงปล่อย ในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 ก็แล้วแต่ ดูตามความเหมาะสม” คุณสุมิตรา กล่าว

การเพาะกุ้งก้ามแดงเพื่อการผสมพันธุ์ที่ฟาร์มแห่งนี้ จะให้กุ้งอยู่รวมกันในผ้าใบพลาสติก ขนาด 3×4 เมตร ปล่อยกุ้งพ่อพันธุ์ 30 ตัว และปล่อยแม่พันธุ์ 60 ตัว จากนั้นรออีกประมาณ 30 วัน จึงเช็กแม่พันธุ์กุ้งทั้งหมดว่าตัวใดเริ่มมีไข่ที่ท้องแล้ว ก็จะนำมาแยกใส่ลงในตะกร้าขังแบบเดี่ยวเพื่อให้ฟักลูกออกให้หมดจากหน้าท้อง

“ช่วงที่เราเลี้ยงหรือเพาะพันธุ์ อาหารที่ให้กุ้งจะเป็นอะไรก็ได้ ต้องบอกเลยว่ากุ้งชนิดนี้กินง่ายมาก มันกินได้หมด ไม่ว่าจะเป็นกุ้งฝอย ไส้เดือน หรือว่าหอยขม ทั้งสัตว์น้ำ พืชน้ำตามธรรมชาติมันกินได้หมด แต่ที่ฟาร์มนี้ไม่ค่อยมีเวลาก็จะเน้นให้อาหารเม็ดเสียมากกว่า อาหารมีโปรตีน ตั้งแต่ 40-45 เปอร์เซ็นต์ ให้เวลาเย็นอย่างเดียว เพราะกุ้งเป็นสัตว์ที่ชอบหากินตอนกลางคืน” คุณสุมิตรา เล่าถึงสิ่งที่เป็นอาหารของกุ้งก้ามแดง

แม่พันธุ์ที่มีไข่ติดอยู่ที่ท้องเมื่อนำมาแยกใส่ลงในตะกร้า ใช้เวลาดูแลในช่วงนี้อีกประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัวลูกกุ้ง ซึ่งจะค่อยๆ สลัดออกจากท้องแม่ ประมาณ 7 วัน ก็จะย้ายลูกกุ้งมาใส่ลงในบ่อผ้าใบพลาสติก ในอัตราประมาณ 2,000 ตัว ต่อบ่อ ซึ่งไซซ์นี้เรียกว่าไซซ์ลงเดิน สามารถจำหน่ายได้เลยหากมีลูกค้าต้องการ

หากทางฟาร์มต้องการต่อยอด ไม่ได้จำหน่ายไซซ์ลงเดิน ก็จะนำลูกกุ้งเหล่านั้นมาเลี้ยงอีกประมาณ 30-45 วัน เพื่อให้เป็นลูกกุ้งขนาดไซซ์นิ้วไว้รองรับความต้องการของลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง

“เรื่องการดูแลรักษาโรค ต้องบอกก่อนว่ากุ้งพวกนี้ ถ้าเลี้ยงที่น้ำสะอาดกุ้งพวกนี้จะแข็งแรงมาก แต่ถ้าเกิดปล่อยให้สกปรกเมื่อไหร่ เรื่องโรคก็จะเกิดขึ้นทันที ทั้งหางพอง ปรสิตเข้าทำลาย เราก็จะแก้ด้วยการนำกุ้งพวกนี้ไปแช่ในน้ำเกลือ เดี๋ยวมันก็จะลอกคราบ โรคมันก็จะหาย ส่วนออกซิเจนเราก็จะเปิด 24 ชั่วโมง และก็มีการถ่ายน้ำภายในบ่อ เดือนละ 1 ครั้ง” คุณสุมิตรา กล่าวถึงการดูแลรักษา

นอกจากกุ้งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราจะเลี้ยงให้เป็นไซซ์นิ้วแล้ว ยังนำกุ้งที่มีขนาดไซซ์นิ้วลงไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน ขนาด 30×40 เมตร ความลึก 1-2 เมตร เลี้ยงประมาณ 4 เดือน ก็จะได้กุ้งขนาดไซซ์ 4 นิ้ว เพื่อให้กุ้งเหล่านี้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ชุดต่อไป เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ต้องการนำไปเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์

“ภายในบ่อดินที่ปล่อยเลี้ยง หรือแม้แต่ในบ่อพลาสติกและโอ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่ซ่อนตัว เราต้องจัดสรรพื้นที่ให้ดี แล้วก็กระจายไปให้ทั่ว ไม่ว่าจะท่อหรือจะเป็นซาแรน กิ่งไม้ ได้หมด เพื่อให้มีการหลบซ่อนตัว เพราะเวลาที่มันลอกคราบมันจะได้ไม่กินกันเอง” คุณสุมิตรา กล่าว

ตอบโจทย์ลูกค้าทุกด้าน

ตามที่ลูกค้าต้องการ

ด้านการทำการตลาดเพื่อจำหน่ายกุ้งก้ามแดงนั้น คุณสุมิตรา บอกว่า จะเน้นออกตามสื่อโซเชียลมีเดียและติดป้ายประกาศในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้รู้จักมากขึ้น ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้จะเน้นจำหน่ายลูกกุ้งแบบเป็นพ่อแม่พันธุ์ ลูกกุ้งไซซ์นิ้ว และลูกกุ้งลงเดิน

“ราคาลูกกุ้งที่เป็นไซซ์ลงเดินจะอยู่ที่ราคา ตัวละ 5-10 บาท ส่วนกุ้งที่เป็นไซซ์นิ้วก็จะอยู่ที่ ราคา ตัวละ 15-20 บาท และกุ้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ 4 นิ้วขึ้นไป ก็จำหน่ายอยู่ที่ คู่ละ 500-700 บาท ซึ่งลูกค้าที่มาที่ฟาร์มนี้ก็จะซื้อทุกไซซ์ เรียกง่ายๆ ว่า เขาต้องการอะไร เรามีให้หมด โดยที่เขามาแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวัง ว่าจะไม่มีแบบที่เขาต้องการ” คุณสุมิตรา เล่าถึงหลักการทำตลาด

สีที่คนนิยมมากที่สุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จะเน้นสีให้ออกเป็นสีน้ำเงินฟ้าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไปเลี้ยงเพื่อดูเป็นความสวยงาม ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อหรือเพื่อขยายพันธุ์ จะไม่เน้นเรื่องสีสันมากนัก

เลี้ยงง่าย ใช้ทุนน้อย

คุณสุมิตรา บอกว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเมื่อเทียบกับเลี้ยงปลากระชังที่เคยเลี้ยงมา ยอมรับว่ากุ้งก้ามแดงตอบโจทย์สำหรับเธอมากกว่า เพราะกุ้งที่เลี้ยงทั้งหมดสามารถนำมาพัฒนาให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ผิดกับปลาที่ต้องซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เกิดลูกปลาได้เอง

“เราสามารถมีพ่อแม่พันธุ์เองได้ ต่อจากนั้นเราก็เอาพวกนั้นมาต่อยอดได้ตลอด คือมันไม่เหมือนกับปลาบางชนิด ที่ต้องทำเป็นปลาหมัน เราต้องซื้อลูกพันธุ์ปลามาเลี้ยงตลอด ซึ่งผิดกับกุ้งก้ามแดงที่เราสามารถนำมาพัฒนาพันธุ์เองได้ ส่วนเรื่องของอาหาร กุ้งเป็นสัตว์ที่กินอาหารน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลากว่าจะโตจนจำหน่ายได้” พร้อมทั้งกล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักต่อไปว่า

“สำหรับคนที่อยากทำเป็นอาชีพ อันดับแรกต้องบอกก่อนว่า ต้องชอบมันเสียก่อน ต้องมีใจรัก โดยเริ่มเลี้ยงใส่ภาชนะเล็กก่อนจากที่เรามีภายในบ้าน แล้วดูสักระยะว่าเราชอบไหมที่จะเลี้ยง ถ้าชอบจริง ก็ศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เสร็จแล้วก็ลงมือทำเต็มที่ แล้วค่อยขยายลงมือทำต่อไป ต่อไปคิดทำเพื่อสร้างอาชีพเสริม คราวนี้มันก็จะกลายมาเป็นหลักแทน ก็จะเป็นงานที่สร้างรายต่อไป” คุณสุมิตรา กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุมิตรา ศรีเดช ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 640-0326

ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

ปลาทองหัวสิงห์ ได้ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ในสนนราคา ตัวละ 2,000-3,000 บาท ในขณะที่ข้าวราดแกง จานละ 5 บาท ถือได้ว่าในสมัยนั้นใครที่เลี้ยงปลาทองหัวสิงห์จะต้องเป็นผู้มีฐานะมีอันจะกิน ปลาที่นำเข้าจะนำมาจากประเทศจีน หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ได้ทรงนำเข้าปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นมาเลี้ยงเล่นในวังละโว้ ต่อมาได้ทรงแจกจ่ายให้กับผู้สนใจเลี้ยงไปจำนวนมาก ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นจึงแพร่หลายในประเทศไทย ภายหลังจึงมีเอกชนผู้นำเข้าสั่งปลาชนิดนี้เข้ามาโดยตรงจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อจำหน่ายอีกทีหนึ่ง

ปลาทองหัวสิงห์จีน (Chinese lionhead) มีลักษณะเด่นที่ตัวค่อนข้างกลมสั้น หัววุ้นฟูก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว ส่วนด้อยคือ ตัวมีขนาดเล็ก สันหลังเล็ก ส่วนครีบหางบางและห้อย ส่วนปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น (Ranchu) มีลักษณะเด่นคือ หัววุ้นจะยื่นออกมา นักเลี้ยงเรียกว่า เขี้ยว สันหลังหนาใหญ่ ครีบหางค่อนข้างหนาและกางออก มีจุดด้อยคือ ตัวมีขนาดยาวเกินไป ความจริงแล้วที่มาของปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นนี้นำมาจากประเทศจีนและปรับปรุงพันธุ์จนมีความแตกต่างกัน แล้วเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น

เมื่อมาถึงผู้นิยมปลาสวยงามในเมืองไทยเห็นจุดดีจุดด้อยของปลาทองหัวสิงห์ทั้งสองสายพันธุ์ จึงได้ปรับปรุงพันธุ์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ได้พันธุ์ปลาทองหัวสิงห์ของไทยเอง ซึ่งรวบรวมเอาความสวยงามของปลาทองหัวสิงห์ทั้ง 2 พันธุ์ เข้าด้วยกัน

การพัฒนาของนักเลี้ยงชาวไทย เกิดจากการเลี้ยงในบ้านเราใช้ภาชนะที่ใส่ปลาไม่เหมือนกับต้นฉบับ เพราะจีนและญี่ปุ่นเลี้ยงปลาในอ่างใหญ่หรือบ่อ ไม่สามารถมองเห็นปลาจากด้านข้างได้ สามารถเห็นปลาได้ด้านเดียวคือด้านบน ส่วนเมืองไทยเลี้ยงปลาในตู้กระจกวางไว้ค่อนข้างสูง มองเห็นภาพปลาจากด้านข้าง ทำให้มุมมองเปลี่ยนไป มุมมองด้านข้างเห็นตัวปลาได้มากกว่าการมองจากด้านบนด้านเดียว จึงเกิดการพัฒนาได้ดีกว่าต้นฉบับ

คุณอดุลย์ ดอนปิ่นไทย บ้านหนองสะพาน ตำบลทัพหลวง อำเภอเมืองนครปฐม บอกให้ฟังว่า “ปลาทองหัวสิงห์ของไทยได้ถูกปรับปรุงพันธุ์มานับ 10 ปี โดยการคัดเลือกเอาลูกผสมระหว่างปลาทองหัวสิงห์จีนกับญี่ปุ่นมาผสมกัน แล้วคัดเลือกและผสมกันซ้ำไปมาหลายครั้ง จนได้ปลาทองหัวสิงห์ของไทยเอง ซึ่งต่างชาติยกย่องว่ามีความสวยงามมาก เพราะได้จุดเด่นของพ่อแม่มาทั้งหมด และได้เรียกชื่อว่า Thai Ranchu ให้เกียรติว่าเป็นการพัฒนาพันธุ์จากชาวไทย”

สร้างเรือนหอ

เตรียมบ่อผสมพันธุ์

พ่อแม่พันธุ์ปลาจะถูกเลี้ยงรวมในบ่อเดียวกัน ในสภาพที่ไม่หนาแน่นมาก เมื่ออายุ 6 เดือน ก็สามารถนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ อากาศร้อนของบ้านเราได้เปรียบจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอากาศหนาว พ่อแม่พันธุ์ของเขาจะใช้เวลาหลายปีจึงสามารถนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ วิธีการผสมพันธุ์ของคุณอดุลย์ จะเริ่มทำเมื่อปลาอายุได้ 6 เดือน ขั้นแรกจะเตรียมล้างบ่อให้สะอาด โดยการใช้แปรงขัดล้างออกให้หมด ห้ามใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน หรืออื่นๆ ที่เป็นสารเคมี ไม่เช่นนั้นปลาจะไม่วางไข่ ถ้าเป็นน้ำประปา ควรพักไว้หลายๆ วัน ในบ่อปูนซีเมนต์ ขนาดความกว้างยาว 1.5 คูณ 2 เมตร เติมน้ำให้มีความสูง ขนาด 1 ฟุต ใส่ออกซิเจน 1-2 หัว ใช้เชือกฟางฉีกฝอยหลายเส้นใส่ในน้ำ ใช้หินทับให้เชือกฟางกึ่งลอยกึ่งจม หรือใช้สาหร่ายหางกระรอก เพื่อสำหรับเป็นที่ปลาวางไข่ การเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่สำหรับปลาทองหัวสิงห์เป็นการกระตุ้นให้เกิดการผสมพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

1 หญิง 2 ชาย

นำพ่อแม่พันธุ์ปลาที่สมบูรณ์ ในอัตรา ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว ถือเป็น 1 ชุดปลา บ่อขนาด 1.5 คูณ 2 เมตร ไม่ควรใส่พ่อแม่ปลาเกิน 10 ชุด คือ 30 ตัว เมื่อเตรียมบ่อพร้อมตั้งแต่เช้า เว้นระยะไปช่วงบ่ายค่อยใส่พ่อแม่ปลา ในช่วงเช้ามืดของวันต่อไป ปลาจะเริ่มผสมพันธุ์ โดยจะเห็นมีการว่ายไล่กันของพ่อแม่ปลา เหมือนหนังอินตระเดียที่พระเอกกับนางเอกจีบกัน หลังจากนั้น ให้จับพ่อแม่ปลาออกทั้งหมด เพราะพ่อแม่ปลาจะกินไข่ตัวเอง ทุกๆ 10 วัน สามารถนำพ่อแม่ปลาชุดเดิมมาผสมได้ใหม่อีก และพ่อแม่พันธุ์ปลาจะใช้ผสมพันธุ์ได้จนถึงอายุ 1 ปี หลังจากนี้ไม่เหมาะทำพ่อแม่พันธุ์ เนื่องจากไข่มีจำนวนน้อย และเชื้อตัวผู้ไม่แข็งแรง

หลังจากปลาไข่แล้ว ประมาณ 3 วัน ลูกปลาจะออกจากไข่ในระยะนี้ ลูกปลายังว่ายน้ำไม่เป็น แต่จะลอยอยู่ผิวน้ำเคลื่อนไปมาตามการไหลของน้ำ ยังไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากมีไข่แดงที่ติดหน้าท้องเป็นอาหารได้ระยะ 2-3 วัน อีก 2 วัน ปลาจะเริ่มว่ายน้ำได้ ก็จะให้ไข่แดงที่ต้มสุกแล้ว ใส่ผ้าขาวบางบีบให้เล็กที่สุดลงในบ่อให้ลูกปลากิน เช้า-เย็น แต่วิธีนี้ต้องหมั่นสังเกตให้ดี อย่าให้ไข่แดงเหลือค้าง เพราะจะทำให้น้ำเสีย สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้ไรแดง เพราะถึงให้มากน้ำจะไม่เสีย เพราะไรแดงก็จะอยู่ในบ่อเพื่อเป็นอาหารปลาต่อไปได้

จากเมืองสู่ชนบท

เมื่อเลี้ยงลูกปลาจนอายุได้ 1 เดือน ก็จะเตรียมย้ายลูกปลาทั้งหมดไปลงบ่อดิน ของคุณอดุลย์ใช้บ่อดินที่เลี้ยงขนาดกว้างยาว 10 คูณ 20 เมตร แต่ก่อนจะนำมาปล่อย ต้องเตรียมบ่อโดยการดูดน้ำทิ้ง หว่านปูนขาว ตากบ่อไว้ประมาณ 10 วัน จึงเติมน้ำ ใส่ให้สูงประมาณ 1 เมตร กลับมาคัดลูกปลาอายุ 1 เดือน โดยจะต้องคัดลูกปลาที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เช่น หางเป็นสามเหลี่ยม หางเป็นแง่งปลาทู หางขาด ออกไป ใน 1 บ่อ จะใส่ลูกปลาได้ ประมาณ 2,000 ตัว อาหารในระยะนี้จะเปลี่ยนจากไข่แดงและไรแดงเป็นอาหารลูกกบระยะแรก จะให้อาหารวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ประมาณ 1 กระป๋องนม แต่ให้สังเกตไปเรื่อยๆ ว่า มีอาหารตกค้างหรือไม่ เพราะอาหารกบเป็นอาหารลอยน้ำ ซึ่งจะอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง จึงจะจม ไม่ควรให้มีอาหารตกค้าง เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย เพราะฉะนั้นปลาควรจะกินอาหารกบที่หว่านไปแต่ละครั้งให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง ถ้าเหลือหลังจากนี้แสดงว่าอาหารมากเกินไป ในการเลี้ยงเมื่อปลาโตขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่ให้ต้องเพิ่มขึ้นเช่นกัน การให้อาหารมากน้อยขนาดไหนเป็นเรื่องที่ผู้เลี้ยงต้องหมั่นสังเกต และในบ่อดินนี้ไม่ควรมีสาหร่ายหรือไม้น้ำใดๆ ทั้งสิ้น เพราะปลาชนิดนี้ไม่ชอบ

จากชนบท

เหินฟ้าสู่ทั่วโลก

ปลาทองหัวสิงห์นี้จะถูกเลี้ยงต่ออีก 3 เดือน ในบ่อดิน เมื่อนับรวมบ่อปูนซีเมนต์ 1 เดือน ก็จะใช้เวลา 4 เดือน จึงสามารถจับมาขายได้ ปลาทองหัวสิงห์ในรุ่นบ่อเดียวกันนี้ จะถูกลากขึ้นมาทั้งหมดด้วยอวนตาถี่อย่างทะนุถนอมในช่วงเช้ามืด ไม่เกิน 9 โมงเช้า แล้วจึงถูกลำเลียงโดยใส่ถุงพลาสติกใสมาคัดที่บ้าน คุณอดุลย์ บอกว่า ลูกปลาที่ปล่อยไปบ่อละ 2,000 ตัว จะเหลือไม่เกิน 1,700 ตัว แล้วจึงนำมาคัดปลาที่มีลักษณะสวยงาม จาก 1,700 ตัว ก็จะได้ปลาสวยงาม ประมาณ 800 ตัว โดยเกือบทั้งหมดจะมีบริษัทมารับซื้อกันหลายบริษัททุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 600-800 ตัว โดยบริษัทเกือบทั้งหมดจะส่งปลาทองหัวสิงห์ไปที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเอเย่นต์ที่จะจำหน่ายปลาทองหัวสิงห์ของไทยไปทั่วโลก ส่วนราคาในแต่ละรุ่นจะมีการตกลงราคากันตอนที่คัดเสร็จ ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับความสวยสมบูรณ์ของแต่ละรุ่นของปลา ส่วนที่เหลือก็จะขายเป็นปลาเกรดบีให้แก่ตลาดภายในประเทศ

การเลี้ยงปลาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแล การสังเกตพฤติกรรมของปลาเป็นสิ่งที่ควรมีในนิสัยของนักเพาะพันธุ์ ซึ่งกว่าจะได้รายละเอียดที่แท้จริง ก็ต้องผ่านวันเวลามามากพอสมควร เรื่องการทำผลผลิตทางการเกษตรเราก็ไม่เป็นรองใคร แต่เรื่องการตลาดเป็นเรื่องตลกที่สิงคโปร์เพาะปลาไม่ได้สักตัว แต่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ได้

เทคนิค ทำร็อตไวเลอร์ให้ขี้เล่น สูตรฟาร์มธารารัตน์

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

เทคนิค ทำร็อตไวเลอร์ให้ขี้เล่น สูตรฟาร์มธารารัตน์

ขึ้นชื่อว่าเป็นพันธุ์ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler) หลายๆ บ้านที่ได้ฟังอาจจะไม่ให้ความนิยมว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่สวยงามนัก แต่ความเป็นจริง ร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีโครงสร้างและกล้ามเนื้อสวยงาม และหากได้รู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงของสุนัขพันธุ์นี้แล้ว อาจจะจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขที่มีความฉลาดเฉลียว ฝึกอบรมได้ง่าย และมีความจงรักภักดีกับเจ้าของมากที่สุด

เพราะความพิเศษของเจ้าสุนัขพันธุ์นี้ในด้านของความจงรักภักดีกับเจ้าของ ผนวกไปถึงเรื่องของความขี้สงสัยและความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในตัว ทำให้ดูเหมือนจะเป็นสุนัขที่ไม่อยู่นิ่ง ยิ่งด้วยใบหน้าที่ดูทะมึนด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความรู้สึกให้ผู้เห็นเกรงขามและไม่กล้าเข้าใกล้

แต่เมื่อได้พูดคุยกับเจ้าของฟาร์มธารารัตน์ ซึ่งการันตีให้ฟังว่า สุนัขสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์นี้ เป็นสุนัขที่สามารถฝึกได้ และไม่ใช่สุนัขดุอย่างที่คิด

คุณธารา เลี้ยงอำนวย เด็กหนุ่มวัย 26 ปี ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของฟาร์มสุนัขร็อตไวเลอร์ ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว

คุณธารา เล่าให้ฟังว่า ชอบสุนัขมาตั้งแต่เด็ก คุณตาและคุณยายเลี้ยงสุนัขก็ช่วยเลี้ยง เริ่มแรกก็ชอบทุกสายพันธุ์ แต่เมื่อได้รู้จักสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ก็รู้สึกว่าใช่ เพราะเห็นความสง่างาม รูปลักษณ์บึกบึน มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี น่าเกรงขาม จึงมีความคิดจะซื้อพ่อแม่พันธุ์ร็อตไวเลอร์มาเพาะขาย แต่ด้วยความเป็นเด็ก อายุยังไม่ถึง 20 ปี ครอบครัวจึงไม่อนุญาต กระทั่งคุณธารา เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จึงเริ่มเก็บเงินอย่างจริงจัง และตัดสินใจซื้อแม่พันธุ์จากฟาร์มที่มีชื่อเสียงในพื้นที่จังหวัดนครปฐม และโชคดีที่เจ้าของฟาร์ม ถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ให้อย่างหมดเปลือก ทั้งยังให้โอกาสผสมพ่อพันธุ์ โดยไม่คิดราคา

ระยะแรกที่นำมาเลี้ยง ครอบครัวก็ยังไม่ถูกใจนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มอย่างคุณธารา แสดงให้ครอบครัวเห็นว่า การดูแลสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ และการทำฟาร์มสุนัข เมื่อมีความตั้งใจจริงก็สามารถทำได้ ทำให้ได้รับการยอมรับและส่งเสริมจากครอบครัวในที่สุด

เทคโนโลยีชาวบ้าน ถามถึงข้อข้องใจ เมื่อสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ตกเป็นข่าวกัดเด็กบ่อยครั้ง คุณธารา ให้ความเห็นในมุมของผู้เลี้ยงว่า น่าจะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิด เพราะสุนัขทุกตัวนิสัยไม่เหมือนกัน และโดยนิสัยปกติทั่วไปของพันธุ์ร็อตไวเลอร์แล้ว เป็นสุนัขที่ไม่ชอบการบังคับ การกดดัน การกักขัง นิสัยคล้ายเด็ก ชอบการตามใจ ชอบเข้าสังคม ร่าเริง แต่ด้วยมุมมองของผู้เลี้ยงที่ไม่เข้าใจสุนัขพันธุ์นี้จริง คิดว่าดุ จึงเลี้ยงโดยแยกออกจากสังคม เมื่อสุนัขไม่เคยเข้าสังคม ไม่เคยพบคนอื่นนอกจากคนในบ้าน ทำให้กลายเป็นสุนัขที่มีโลกส่วนตัวสูง ไม่สนใจใคร และดุในที่สุด ส่วนกรณีที่กัดเด็ก เมื่อมีความกดดันหลายอย่างก่อนหน้านี้แล้ว และสุนัขมองเด็กเสมือนของเล่น แต่ด้วยวิธีการเล่นที่แรงเกินไป นอกจากนี้ เสียงเด็กยังอยู่โทนเสียงแหลมเล็ก ซึ่งเป็นเสียงที่สุนัขไม่ชอบ อาจจะรบกวนโสตประสาท ทำให้มีโอกาสเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดได้

“ผมอยากบอกให้คนที่คิดอยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ควรเริ่มต้นจากการไม่อคติกับสุนัขพันธุ์นี้ก่อน จากนั้นศึกษานิสัยของเขา และเลี้ยงดูโดยไม่กดดัน กักขัง หรือบังคับ ให้สุนัขมีสังคม รู้จักกับคนในบ้านและนอกบ้าน ร็อตไวเลอร์ก็เหมือนสัตว์เลี้ยงอื่นที่น่ารัก และสามารถอยู่รวมกับคนในบ้านได้”

คุณธารา เล่าว่า ร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีความเป็นจ่าฝูง หากต้องการเลี้ยงหลายตัว ควรเลี้ยงมาพร้อมๆ กันตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าไม่ได้เลี้ยงด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ควรให้อายุห่างประมาณ 4-5 ปี เพราะเมื่อสุนัขที่เคยเลี้ยงไว้เริ่มแก่ สุนัขเด็กที่เข้ามาใหม่ก็จะโตเต็มวัย โอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันค่อนข้างน้อย แต่หากวัยเดียวกัน ไม่ได้เลี้ยงมาด้วยกัน เมื่อนำมารวมฝูงจะแย่งกันเป็นจ่าฝูง เกิดการกระทบกระทั่งกัน ไม่ยอมกัน สุดท้ายก็กัดกัน เกิดปัญหาอื่นตามมา

เมื่อถามถึงสภาพอากาศที่เหมาะสม เพราะร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี แต่เมื่อนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ซึ่งสภาพอากาศร้อนชื้น ก็ควรให้อยู่ในพื้นที่ที่อากาศปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท ไม่จำเป็นต้องอยู่ห้องปรับอากาศหรือพัดลม และด้วยร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีพลังงานในตัวสูง จำเป็นต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่อต้องออกกำลังกาย จึงควรช่วยเรื่องช่วงเวลาการออกกำลังกาย โดยเลี่ยงพาไปออกกำลังกายในช่วงเช้ามืด หรือพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หรือในกรณีที่จะให้ร็อตไวเลอร์นั่งตากแดด สามารถทำได้ แต่ต้องผ่านการปรับสภาพอากาศมาก่อนหน้าแล้ว

“สุนัขที่นี่ให้อยู่สภาพอากาศปกติ ยกเว้นลูกสุนัข ที่ยังจำเป็นต้องอยู่ห้องปรับอากาศ”

สำหรับการออกกำลังกายจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับร็อตไวเลอร์ เพราะจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน พลังงานสูง การออกกำลังกายในแต่ละวัน ควรวิ่งอย่างน้อย 5-10 นาทีเท่านั้น หรือระยะทางอย่างน้อย 1 กิโลเมตร หรือจะให้สุนัขเดินก็ทำได้เช่นกัน แต่ถ้าให้แนะนำ คุณธาราอยากแนะนำให้พาไปว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด

ปัญหาทางพันธุกรรมของสุนัขสายพันธุ์นี้คือ โรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งอาการของโรคจะเริ่มแสดงเมื่อสุนัขอายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าต้องการคัดกรองสุนัข ไม่ต้องการสุนัขที่มีปัญหาทางพันธุกรรม ก็ควรเลือกซื้อสุนัขที่มีใบรับรองพันธุ์ประวัติ หรือใบเพ็ดดีกรี เพราะจะทราบประวัติของสายพันธุ์ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย รวมถึงพ่อแม่ของสุนัขตัวดังกล่าว ก็จะสามารถคัดกรองได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและอาจพบได้คือ โรคผิวหนังและไข้หวัด ผู้เลี้ยงก็รักษาตามอาการ ไม่น่าวิตกแต่อย่างใด

เมื่อเอ่ยถึงการเลือกซื้อสุนัข เพื่อคัดกรองปราศจากโรคทางพันธุกรรมแล้ว คุณธาราจึงแนะนำต่อว่า ลักษณะของร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขที่มียีนเด่น แม้จะได้รับการผสมข้ามสายพันธุ์ ลูกสุนัขที่ได้ก็จะได้รับยีนเด่นไป และลักษณะเด่นของลูกสุนัขก็จะเหมือนกับร็อตไวเลอร์ ทำให้การพิจารณาแค่การดูรูปร่างลักษณะ เพื่อให้ได้สุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์แท้นั้นยาก แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสุนัขไม่มีใบรับรองพันธุ์ประวัติ หรือใบเพ็ดดีกรี ก็ควรพิจารณาเลือกซื้อลูกสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป เพราะจะช่วยเรื่องการสังเกตได้

ร็อตไวเลอร์ยังเป็นสุนัขที่มีโครงสร้างใหญ่ ดังนั้น เมื่อตั้งท้องจะให้ลูกมาก 8-10 ตัว

การตั้งท้องใช้เวลา 60 วัน บวกลบ 2 วัน นับจากวันผสม

การผสมพันธุ์ ฟาร์มธารารัตน์จะปล่อยให้สุนัขผสมกันเอง ยกเว้นในบางตัวจะช่วยจับ เพื่อย่นระยะเวลาการผสม

การคลอด ร็อตไวเลอร์จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือระหว่างคลอด หลังคลอด ฟาร์มธารารัตน์จะนำลูกสุนัขแยกออกจากแม่สุนัข เพื่อป้องกันการถูกทับจากแม่สุนัข เพราะแม่สุนัขมีลักษณะโครงร่างใหญ่ โอกาสทับลูกสุนัขเสียชีวิตมีสูง แต่การแยกลูกสุนัขออกจากแม่สุนัขทันทีนั้น ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเอาใจใส่อย่างละเอียด เพราะต้องพาลูกสุนัขมากินนมแม่สุนัขทุกๆ 2 ชั่วโมง และค่อยๆ ห่างชั่วโมงออกไป จนกว่าลูกสุนัขจะลืมตาและขยับร่างกายเองได้

สุนัขที่จะใช้เป็นแม่พันธุ์ คุณธาราจะให้อาหารเสริมตั้งแต่ยังเป็นสุนัขเด็ก และจะเริ่มผสมเมื่อลูกสุนัขมีอายุอย่างน้อย 1 ปี แต่การออกกำลังกายยังทำได้ไม่มากนักในสุนัขเด็ก เนื่องจากสุนัขเด็กกระดูกยังไม่แข็งแรงพอ การออกกำลังกายมากจะทำให้กระดูกสึกได้

ในแต่ละวัน ฟาร์มธารารัตน์จะเริ่มต้นการดูแลสุนัขในฟาร์มด้วยพาวิ่งออกกำลังกายครั้งละ 1 ตัว กรณีเป็นพ่อพันธุ์หรือรอการประกวด จะเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายมากกว่า จากนั้นทำความสะอาดคอกสุนัข และเริ่มให้อาหาร

อาหารที่ให้ประจำเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปและอาหารเสริม ได้แก่ เนื้อสัตว์สดขนาดพอคำ ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรต้ม เพราะน้ำย่อยของร็อตไวเลอร์ สามารถย่อยอาหารสดได้ดี แต่ถ้าต้องการให้กินชนิดต้ม ไม่ควรให้เป็นโครงไก่ กระดูกหมู กระดูกวัว กระดูกเป็ด หรือก้างปลา ส่วนปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละวัน ให้พิจารณาจากโครงสร้าง ความสูง และน้ำหนักของสุนัขแต่ละตัว

ในแต่ละปี ฟาร์มธารารัตน์จะผลิตลูกสุนัขออกสู่ตลาดคนรักร็อตไวเลอร์ได้เพียง 4-5 คอกเท่านั้น เพื่อคัดคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ นอกจากนี้ ยังคัดสุนัขไว้ส่งเข้าประกวดในรายการต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาตลอด 6 ปี คุณธาราให้ความสำคัญกับการส่งสุนัขเข้าประกวดด้วยเช่นกัน เพราะความมุ่งมั่นในสนามประกวด ส่งผลให้ฟาร์มธารารัตน์ ขึ้นชื่อและติดอันดับในการประกวดอยู่หลายประเภท

ใครสนใจฟาร์มธารารัตน์ คุณธารายินดีเปิดฟาร์มให้ชมอย่างใกล้ชิด ขอแค่ติดต่อมาก่อนล่วงหน้า ตั้งอยู่ไม่ไกล แค่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

ฟาร์มธารารัตน์ คุณธารา เลี้ยงอำนวย โทรศัพท์ (082) 778-0919 หรือติดต่อผ่าน โฟแนนา : ฟาร์มธารารัตน์ ร็อตไวเลอร์ และ Line : tararat Rottweiler

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05097010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

ในสมัยโบราณ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยต่างได้รับการชุบเลี้ยงอย่างดีจากพระมหากษัตริย์ เกิดเป็นศิลปินประจำราชสำนักขึ้นมา และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ “ช่างสิบหมู่” ประกอบด้วยงานช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างปั้น ช่างปูน ช่างรัก ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างกลึง และช่างหล่อ ซึ่งกลายเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของแผ่นดินจนถึงทุกวันนี้

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

กาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริเกี่ยวกับศิลปะโบราณ ที่มีอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และตามสถานที่ทั่วไปว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการอนุรักษ์ ให้คงอยู่ต่อไป จึงทรงเห็นสมควร จัดให้มีการเรียนรู้ และการฝึกอบรมงานช่างฝีมือต่างๆ จนสามารถนำมาใช้ในงาน อนุรักษ์ศิลปะโบราณวัตถุได้ สำนักพระราชวัง ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้จัดตั้ง โรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย (วิทยาลัยในวังชาย) ขึ้น ในพระบรมมหาราชวัง และเริ่มทำการเรียนการสอน ตั้งแต่ ปี 2532

ต่อมา ปี 2539 ได้มีการจัดตั้ง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ที่ขยายมาจากวิทยาลัยในวังชาย อันเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงห่วงใยการสืบสานงานช่างสิบหมู่ (ใช้กับวังและวัด) ที่ร่อยหรอหายาก

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เมื่อ ปี 2538 ได้ขยายวิทยาลัยในวังออกมาอยู่ในที่ดิน เนื้อที่ 4 ไร่ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ตั้งอยู่ริมถนนศาลายา-บางภาษี ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณทล จังหวัดนครปฐม

ปัจจุบัน ครูผู้สอนของวิทยาลัยในวัง มี 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่จบมาจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงโดยตรง ครูภูมิปัญญา ที่ทำเป็นอาชีพหรือมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง และวิทยากรที่เคยเป็นลูกศิษย์แล้วไปฝึกไปเรียนเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมาย ต้องการให้นักศึกษาที่เข้ามาเรียนรู้กับวิทยาลัยในวังได้มีความเข้าใจทางด้านศิลปะในเชิงสร้างสรรค์ และมีงานอาชีพที่มั่นคง และสามารถพัฒนาคุณภาพชิ้นงานสู่ตลาดสากลได้ในอนาคต

ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย

ปัจจุบัน วิทยาลัยในวัง ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น ทำงานวิชาการร่วมกับคณะวัฒนธรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยมีเป้าหมายนำศิลปะไปขัดเกลาจิตใจเด็กและเยาวชนที่ต้องคดี รวมทั้งจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะร่วมกับภาคีเครือข่ายประเภทวัด พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เป็นต้น

คุณวุฒิศักดิ์ ศรีเสมาเมือง ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สำนักงาน กศน. กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ได้ร่วมมือกับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เดอะศาลายามอลล์ จัดการแข่งขันทำอาหาร “เชฟกระทะเด็ก” เพื่อฝึกเยาวชนสู่เส้นทางอาชีพ

ทั้งนี้ ทางศูนย์และภาคีเครือข่ายต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญของการฝึกฝนเด็กและเยาวชนของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้เกิดทักษะวิชาชีพในการทำอาหาร เป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า เสริมสร้างความสามัคคีให้รู้จักการทำการเป็นหมู่คณะ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนในการนำความรู้ ความสามารถ ไปประกอบอาชีพได้จริง และเพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงออกในทางที่ถูกต้องอีกทางหนึ่งด้วย

สอนวิชาชีพช่างสิบหมู่

สืบสานบุราณศิลป์

ปัจจุบัน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สำนักงาน กศน. เปิดสอนวิชาชีพ ช่างสิบหมู่ หลักสูตร 800 ชั่วโมง (ประมาณ 8 เดือน) ได้แก่ หมู่ช่างเขียน (งานจิตรกรรมไทย) หมู่ช่างปั้น (งานปั้นปูนสด) หมู่ช่างหุ่น (หุ่นกระบอก หุ่นหัวโขน) หมู่ช่างลายรดน้ำ หมู่ช่างภัสตราภรณ์ และงานสดึงไหม ในราชสำนัก หมู่ช่างสลักกระดาษและหนังใหญ่

นอกจากนี้ ยังเปิดหลักสูตรระยะสั้น 40 ชั่วโมง ประมาณ 20-30 หลักสูตร รับสมัครตลอดปี เพื่อสอนวิชางานในวิถีชีวิตหญิงไทยในอดีต ประเภทงานเย็บ ปัก ถัก ร้อย อาหารขนม เครื่องสด เช่น วิชางานแกะโฟม งานจัดดอกไม้สด วิชาร้อยมาลัย เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ปัจจุบัน เปิดรับนักศึกษาแบบ ไป-กลับ และขยายเครือข่ายการเรียนการสอนไปต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (ช่างบุดุน) นครสวรรค์ และยโสธร (จิตรกรรม)

เรียนต่อยอด

วิชางานจิตรกรรมไทย

ศิษย์รุ่นปัจจุบันที่สนใจเข้ามาเรียนรู้งานศิลปะกับวิทยาลัยในวัง ไม่ได้มีแค่เด็กรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังมีครูศิลปะอีกจำนวนหนึ่งที่สนใจศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมด้านงานช่างสิบหมู่ ยกตัวอย่าง เช่น ครูนพพล โอฬาร ครูภูมิปัญญาไทย สาขาศิลปกรรมงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง สังกัดสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่สมัครเข้ามาเรียนรู้ด้านงานจิตรกรรมไทยกับวิทยาลัยในวัง

ครูนพพล กล่าวว่า ปัจจุบันผมสอนงานศิลปะหลายแห่ง เช่น วัดยานนาวา สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และที่จังหวัดลพบุรี ผมสอนลูกศิษย์ให้เขียนภาพโดยใช้สีอะคริลิก หลักสูตรจิตรกรรมไทย ของวิทยาลัยในวัง สอนให้ผมเรียนรู้ลวดลายไทยโบราณและเรียนรู้เทคนิคการใช้สีฝุ่นจากธรรมชาติถึง 50 ชนิด เช่น ผงชาดแดงที่ทำจากยางไม้ สีเหลืองมาจากยางต้นรง สีดำมาจากเขม่าไฟ สีเขียวตังแช มาจากสนิมเขียว (เกิดจาก แผ่นทองแดงแช่อยู่ในกรดน้ำส้มสายชู) ฯลฯ นอกจากนี้ ภูมิปัญญาช่างศิลป์ไทยโบราณยังมีเทคนิคการผสมสีที่น่าทึ่ง ช่วยให้งานจิตรกรรมลายไทยมีเสน่ห์งดงามจับตามาถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่าง เช่น นำสีเขียวตังแชผสมกับเขม่าดำจะได้สีเขียวใบเตย เป็นต้น

งานจิตรกรรมไทย ถูกผลิตด้วยความประณีตพิถีพิถันทุกขั้นตอน และมีอายุยาวนานนับร้อยปี เพราะช่างศิลป์จะใช้เมล็ดมะขามเปรี้ยวมาคั่วไฟจนสุก กะเทาะเปลือกและนำเมล็ดมะขามที่อยู่ภายในมาเคี่ยวไฟจนได้กาวธรรมชาตินำมาผสมกับดินสอพองสะตุ (ดินสอพองที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน จนได้เนื้อแป้งที่เนียนสะอาดมากกว่าดินสอพองทั่วไป) หลังจากนั้น จะนำกาวทาบนพื้นผิวกระดาษก่อนเขียนภาพสีฝุ่น เมื่อเขียนภาพเสร็จจะใช้หอยเบี้ยกดบนภาพสีฝุ่น เพื่อให้สีติดแน่นลงในเนื้อกระดาษ คุณครูนพพล กล่าวว่า งานจิตรกรรมนับเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่มีคุณค่ายิ่งแขนงหนึ่งของไทย อยากฝากให้คนไทยร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่สืบไป

คนรักศิลปะเรียนฟรี

ปัจจุบัน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เปิดโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศที่สนใจเรียนรู้ด้านงานศิลปะ ขอเพียงมีใจรักและมีความขยัน สามารถสมัครเรียนได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ กลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เลขที่ 301 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทร. (02) 431-3623 ต่อ 12 และ (087) 097-8898

สร้างรายได้…จากไอเดียสุดปิ๊ง!! กับหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” By Exoflora

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

สร้างรายได้…จากไอเดียสุดปิ๊ง!! กับหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” By Exoflora

ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงทีเดียว สำหรับการจัดสวนย่อส่วนระบบนิเวศทางธรรมชาติมาอยู่ในภาชนะที่มีพื้นที่จำกัด อาทิ ขวดโหล ขวดแก้ว กระถางขนาดเล็ก ฯลฯ ด้วยรูปแบบการตกแต่งที่เก๋ไก๋ โดนใจวัยรุ่น-วัยทำงานกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง

กอปรกับในปัจจุบันพื้นที่สำหรับการปลูกต้นไม้ในพื้นที่พักอาศัยมีค่อนข้างจำกัด จึงทำให้สวนโหล-สวนถาดประเภทต่างๆ เหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ส่วนในบ้านเราที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจนถึงขนาดทำขายเท่าไร…ก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คงต้องพูดถึง “สวนโหลทะเลทราย”

คุณปฐม ตั้งประดิษฐ์ หรือ อาจารย์หนุน เจ้าของธุรกิจสวนกระบองเพชร-ไม้อวบน้ำ ในนาม Exoflora และยังเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกพืชอวบน้ำ กล่าวว่า สำหรับความนิยมสวนโหล-สวนถาดในบ้านเรานั้น มีมาได้ซักระยะหนึ่งแล้ว แต่สำหรับ สวนโหลทะเลทราย นั้น จะมีความสนใจอยู่ที่เราจะใช้ กระบองเพชรและไม้อวบน้ำประเภทต่างๆ มาจัดแบบย่อส่วนในโหลแก้วดีไซน์ต่างๆ พร้อมตกแต่งภายในด้วยหิน ขอนไม้ หรือตุ๊กตาขนาดจิ๋ว ตามแต่จินตนาการที่จะนำมาตกแต่งสวน สร้างเรื่องราวในสวนของเราเอง

สำหรับจุดเด่นของสวนโหลทะเลทรายนั้น อยู่ที่กลุ่มของต้นไม้ที่นำมาใช้จัดสวนมีความทนทานและไม่ต้องรดน้ำมาก สามารถดูแลรักษาได้ง่าย แค่ให้อยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว สามารถตอบโจทย์คนที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม-อพาร์ตเมนต์ ซึ่งพื้นที่จำกัดในการปลูกต้นไม้ได้เป็นอย่างดี

หรือหากใครจะนำไปสร้างเป็นชิ้นงานไอเดียเพื่อการค้า ก็ดูน่าสนใจไม่น้อยครับ เพราะตลาดยังคงเปิดกว้างมากๆ และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันอีกด้วยครับ

เร็วๆ นี้ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) ได้จับมือกับ คุณปฐม ตั้งประดิษฐ์ หรือ อาจารย์หนุน เจ้าของธุรกิจสวนกระบองเพชร-ไม้อวบน้ำ ในนาม Exoflora มาเปิดสอนหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักสูตรน้องใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

โดยภายใน 1 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ เทคนิคการแต่งสวนสวยในโหลแก้วดีไซน์สุดเก๋ไม่เหมือนใคร แถมแนะนำเทคนิคการขยายพันธุ์ไม้อวบน้ำ และกระบองเพชรหลากหลายชนิด พร้อมตอบทุกข้อสงสัยในชั่วโมงเรียน และแนะแนวทางการทำธุรกิจให้อีกด้วย ใน วันที่ 24 กันยายน 2559 นี้

“ในคอร์สเรียนนี้ทุกคนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การขยายพันธุ์กระบองเพชรและไม้อวบน้ำ, พร้อมเรียนรู้เทคนิคขั้นตอนการปาดยอด, การปักชำใบ, การเพาะเมล็ด พืชในกลุ่มกระบองเพชร และฮาโวเทีย โดยทุกคนจะได้ฟังการบรรยายและลงมือปฏิบัติจริงในการเรียนวันแรก”

“ส่วนวันที่สองจะเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องเทรนด์ของสวนโหลแก้วในตลาด และการเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมลงมือปฏิบัติสวนโหลทะเลทรายไปพร้อมกับวิทยากร โดยทุกท่านจะได้รับคำแนะนำตั้งแต่การจัดวางตำแหน่งหิน, สอนการเลือกต้นไม้, สอนการวางตำแหน่งของต้นไม้ เป็นต้น ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการแนะนำแหล่งซื้อ แหล่งขายวัสดุอุปกรณ์ และการตีราคาชิ้นงานแต่ละชิ้น พร้อมพูดคุยแนะนำเรื่องการนำไปขายเป็นอาชีพเสริม และบอกช่องทางการจัดจำหน่าย และชี้แนวทางการตลาดปิดท้ายอีกด้วย” อาจารย์หนุน กล่าว

งานนี้คนที่หลงใหลในการจัดสวน หรือชื่นชอบธรรมชาติย่อส่วน ก็น่าจะตอบโจทย์อยู่ไม่น้อย หรืออยากนำไปต่อยอดสร้าง “อาชีพ” หรือนำไปทำเป็นธุรกิจเสริมเพิ่มรายได้ ก็ดีเยี่ยม…ไม่แพ้กัน

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร สร้างสวนโหลทะเลทราย กับ คุณปฐม ตั้งประดิษฐ์ (วันที่ 24 กันยายน 2559) นี้ ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“เฟรชเก็ต” สตาร์ท อัพ ดาวรุ่ง กำลังคว้า “ใจ” เกษตรกรในอนาคต (ตอนจบ)

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

“เฟรชเก็ต” สตาร์ท อัพ ดาวรุ่ง กำลังคว้า “ใจ” เกษตรกรในอนาคต (ตอนจบ)

คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ หรือ เบลล์ ได้เปิดตัวให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้จักในฐานะ “สตาร์ท อัพ” (Start Up)” หนึ่งในผู้ชนะการประกวดโครงการ “ดีแทค แอคเซอเลอเรท บาธ 4” (dtac accerelerate batch 4) สนับสนุนโดย บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค)

ปัจจุบันคุณพงษ์ลดา มีตำแหน่งเป็นผู้ก่อตั้ง (Founder) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของแพลตฟอร์ม ที่ชื่อว่า “เฟรชเก็ต” (Freshket) ที่ดำเนินการภายใต้แนวคิด (concept) ที่ว่า ต้องการเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อ (buyer) และผู้ผลิต (supplier) ในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย

เฟรชเก็ตได้ใช้พื้นที่ของ “ฮังก้า โค เวิร์กกิ้ง สเปซ” (Hangar Co working space) บนอาคารจามจุรี สแควร์ พื้นที่ในโลกดิจิตอลของกลุ่มสตาร์ท อัพ เป็นพื้นที่ทำงานในแต่ละวัน

ความทุ่มเทและความพยายามของคุณพงษ์ลดาน่าสนใจตรงที่ความสำเร็จก้าวแรกในฐานะผู้ชนะนั้น ไม่ได้เป็นก้าวแรกอย่างที่เห็นในเบื้องหน้า เพราะเบื้องหลังของเธอผ่านความยากลำบาก ลองผิด ลองถูก มาไม่รู้เท่าไร ที่ต้องลงพื้นที่เพื่อวิจัยตลาดมาอย่างเข้มข้นและคลุกฝุ่น รวมทั้งต้องใช้ชีวิตอย่าง “นกฮูก” มาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะอย่างงดงามบนเวที “ดีแทค แอคเซอเลอเรท บาธ 4”

“กว่าจะมาเป็นแพลตฟอร์ม “เฟรชเก็ต” เคยลองทำอาชีพเป็นคนกลาง (supplier) ในการส่งผักสด จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีรายละเอียดมาก เช่น ต้องลงไปหาลูกค้า, ตัดแต่งผัก, คุมคนงาน, ซื้อของ และทำบิล กว่าจะปิดร้าน 4 ทุ่ม กว่าจะเช็กสต๊อก 5 ทุ่ม ถึง ตี 1 เบลล์ต้องลงรายชื่อลูกค้าทั้งหมด เวลาร้านอาหารสั่งมา สั่งผ่านทางไลน์ ผ่านทางอีเมล จากนั้นก็ลงออเดอร์ภายใน 3 นาที แล้วมาเขียน เพื่อจะดูว่า มะเขือเทศเท่าไร ฟักทองเท่าไร ผักกาดเท่าไร เราก็ให้เด็กไปซื้อ หรือไปซื้อเองที่ตลาด”

“ยากมากเลย จึงมาคิดว่า ทำไมมันไม่รวมกันเป็นที่ที่เดียวล่ะ ทุกอย่างต้องทำเองหมด ต้องเขียนเบอร์ ทำบิลอีก ทีละร้าน ใช้เอ็กซ์เซลล์ บ้าง แต่ก็คือ ต้อง in put เข้าไปใหม่หมด” คุณพงษ์ลดา เล่าให้ฟังถึงอดีตเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว พร้อมกับเล่ารายละเอียดประสบการณ์ที่คลุกฝุ่นว่า

“จากประสบการณ์ที่ยากลำบากของเบลล์ ในการลงพื้นที่สำรวจตลาด ขับรถไปในซอยอารีย์ ใช้คอนเน็กชั่นทั้งหมดของเราที่เป็นร้านอาหาร ลงพื้นที่ไปสอบถามตามร้านอาหาร ตอนแรกก็เจอแบบเจ้าของร้านไม่อยู่ค่ะ เดี๋ยวมาใหม่นะคะ ไปอีกร้านหนึ่ง เด็กในร้านบอกว่าต้องเจอผู้จัดการ ผมตัดสินใจไม่ได้ครับ รอก่อน ผ่านไป 3-4 ชั่วโมง ได้มา 1-2 ร้าน เขาจะเอาเราหรือเปล่า ก็ไม่รู้ รู้ว่ายาก รู้สึกเสียเวลา”

“ขั้นตอนการทำงานแบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ตอนนั้นก็ท้อเหมือนกัน ถ้าเราเจอเจ้าของร้าน เขาจะใช้บริการเรา เพราะเชื่อว่าโปรดักต์เราดี จะไม่ยาก แต่ที่ยากก็คือ ไม่เจอเจ้าของร้านอาหาร ไม่เจอผู้ที่ตัดสินใจได้ ตรงนี้เราเลยต้องเป็นผู้ทำโปรดักชั่นเอง ตั้งแต่รับออเดอร์ รวมของ ไปซื้อของ เปิดบิล ลองคิดดูซิ เวลาทำงานของเบลล์ คือ ตี 1 ถึง ตี 4 เป็นรูปแบบการทำงานที่มีขั้นตอนเยอะแยะไปหมดเลย เราก็มาคิดว่า เฮ้ย! ทำงานอย่างนี้ ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว และรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมเด็กรุ่นใหม่จัดระบบการทำงานได้” คุณพงษ์ลดา เล่าให้ฟัง

หลังจากพบความยุ่งยากอย่างมากในการประกอบธุรกิจ และต้องตื่นพร้อมตลาดสดเปิด เพื่อจับจ่ายสินค้าให้ทันกับร้านอาหารที่สั่งซื้อเข้ามาผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คุณพงษ์ลดาคิดสูตรการทำธุรกิจใหม่เพื่อแก้โจทย์ที่เจอ นั่นคือ การเดินเข้าสู่เส้นทางสตาร์ท อัพ อย่างเต็มตัว

“ถ้าเรารวบรวมซัพพลายเออร์มาได้จากหลายๆ แหล่ง จะเป็นตัวเลือกให้กับคนกลางที่รับซื้อ แต่ที่ผ่านมา อย่างที่เบลล์ทำคือ ซัพพลายเออร์ ฟู้ด เซอร์วิส (supplier food service) ไปหาผลผลิตมา จากนั้นนำไปทำให้สะอาด ตัดแต่ง ส่งให้กับร้านอาหาร ตรงนี้จึงมานั่งคิดว่า ถ้าเรามีผลผลิตเยอะ มีตัวเลือกเยอะ ผู้ซื้อจะตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องผ่านหลายต่อจนเกินไป”

“เมื่อมีความต้องการผลผลิตสามารถเข้ามาในระบบของเฟรชเก็ตได้เลย ทางเราพร้อมบริการ หลายแห่งที่เป็นร้านอาหารเดิมใช้วิธีซื้อตรงกับเกษตรกร แต่เมื่อเรามีบริการ เขาก็ใช้บริการของเบลล์ ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นได้เลยว่า สามารถสร้างตลาดได้เร็วขึ้นด้วยเฟรชเก็ต และตอบโจทย์ด้วยมาร์เก็ต เพลส เพราะเมื่อคน 2 ฝ่าย หากันไม่เจอ ด้วยพลังของมาร์เก็ต เพลส จะเป็นการรวม 2 คนนี้ คือ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ให้มาอยู่ใน มาร์เก็ต เพลส ได้ง่ายๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เบลล์ก็เลยทำเฟรชเก็ตขึ้นมา เพื่อเป็นทั้งตลาดสำหรับของสดและเป็นร้านอาหารไปพร้อมๆ กัน” คุณพงษ์ลดา เล่าถึงต้นกำเนิดไอเดียที่นำมาสู่ความเป็นเจ้าของเฟรชเก็ต

มาถึงวันนี้ คุณพงษ์ลดาก้าวเข้าสู่เส้นทางสตาร์ท อัพ มาเป็นเวลา 5 เดือน แต่ชีวิตจริงอยู่กับวัฏจักรของเกษตรกรมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวมีอาชีพเป็นผู้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร (trading local) ทำให้เธอคลุกคลีกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีตั้งแต่อายุน้อย และมีโอกาสไปสัมผัสตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง มาตลอด จนกระทั่งเรียนจบ นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบที่เธอเห็นภาพกว้างของธุรกิจซื้อขายผักสด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้เป็นที่มาของคำพูดหนึ่งซึ่งคุณพงษ์ลดาพูดไว้อย่างกินใจว่า การเข้ามาเป็นสตาร์ท อัพ ด้วยแพลตฟอร์มของ “เฟรชเก็ต” มาจากใจที่เธอต้องการทำให้ “ราคาสินค้าเกษตร” เกิดความเป็นธรรม เกษตรกรควรได้ราคาขายที่สมเหตุสมผล และไม่ถูกกดราคาเหมือนในอดีต

“เบลล์รู้สึกว่า เกษตรกรได้เงินน้อย และไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างบางทีของล้น มีคนกดราคาหน้าสวน จากกิโลกรัมละ 5 บาท เหลือกิโลกรัมละ 1-2 บาท เรารู้สึกว่า อุตสาหกรรมนี้ควรมีความยุติธรรม เบลล์เติบโตมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ เห็นตั้งแต่เกษตรกร ไปจนถึงร้านอาหาร เห็นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เบลล์เข้าใจในระดับหนึ่ง และอยากจะค่อยๆ แก้ไป ทีนี้เราแก้ในฝั่งของซัพพลายเออร์ก่อน ต่อไปซัพพลายเออร์ จะมีวิถีทางของซัพพลายเออร์ แล้วเราจะทำให้เขาเจอเกษตรกร ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบ ส่วนเฟรชเก็ต มีตลาดให้จัดจำหน่าย ซึ่งเราอยากจะมีช่องทางให้เกษตรกร ให้มีผู้ผลิต มีผู้ขาย เป็นช่องทางหนึ่ง” คุณพงษ์ลดา เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

คำว่า “สตาร์ท อัพ” ไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นความหมายที่มาพร้อมกับคำว่า เริ่มเมื่อยังไม่พร้อม และคุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ได้ทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยการแนะนำหนังสือ “สร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตอนที่ไม่พร้อม” (THE LEAN STARTUP) เขียนโดย อีริค ไรส์ (ERIC RIES) อ่านแล้วมี 2 อย่าง คือ เข้าใจสตาร์ท อัพ มากขึ้น กับอยากเป็นสตาร์ท อัพ

ล้อมกรอบ

“คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์” ผู้มาพร้อม “หัวใจ”

คุณพงษ์ลดา จบการศึกษาสาขาอะไร?

เบลล์ จบด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้น มาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด (consult marketing) อยู่ปีหนึ่ง ก่อนทำงานด้านสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer products) จริงๆ โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนเทคโนโลยีต่ำ (low tech) มาก เมื่อปีที่แล้วมีรุ่นพี่คนหนึ่งชวนไปทำแอพพลิเคชั่น (application) ทำให้ดึงเราเข้ามาในโลกสตาร์ท อัพ และโลกเทคโนโลยี เรารู้สึกว่าเทคโนโลยีพวกนี้เปลี่ยนแปลงวงกว้างได้จริงๆ แค่ในมุมที่เรามีพื้นฐานเรื่องของคอนซูมเมอร์ รีเซิร์ส อยู่แล้ว เราไม่ได้มีพื้นฐานเรื่องเทคโนโลยี แต่พอมีพื้นฐานเรื่องเทคโนโลยีปั๊บ ก็เลยรู้สึกว่า ถ้ามาจับในตลาดเฟรชเก็ต ปุ๊บ เบลล์ว่ามันสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งอินดัสเตรียลได้เลย มันมีพลัง

เคยอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีมาก่อนไหม?

ใช่ค่ะ เคยทำแอพพลิเคชั่นมา ก็เลยคิดว่าโปรแกรมช่วยได้ พอสักพักหนึ่งก็คิดว่า จริงๆ ฝั่งซัพพลาย เราสามารถที่จะดีลกับเขาเข้ามา เราไม่จำเป็นต้องทำให้เราคนเดียว แต่เราก็ทำให้เขาด้วยสิ เพราะทุกคนก็มีปัญหาเหมือนเรา พอเราไปคุยกับซัพพลายเออร์รายอื่นๆ ก็มีปัญหาเดียวกัน หาลูกค้าลำบาก เป็นเวย์ทูเวย์ (way to way) เราก็เลยทำโปรแกรมขึ้นมา เพราะในเมื่อคนอื่นก็มีปัญหาเหมือนเรา แล้วเบลล์ก็รู้สึกว่า ตั้งแต่เด็กๆ ที่เบลล์อยู่ในวงการเกษตรมา เบลล์มีความฝัน เบลล์อยากช่วยเกษตรกร ตั้งแต่เห็นเกษตรกร เราอยากช่วยเขา เรารู้สึกว่าเกษตรกรทำงานหนักจังเลย เหมือนกับเราไปสวน บางทีก็เห็นว่า เกษตรกรไทยขาดความรู้ เขาก็ใช้ยาฆ่าแมลง

ประสบการณ์ทำอะไรในแอพพลิเคชั่น?

เคยเป็นผู้ก่อตั้ง (hold founder) มาก่อน เพราะมีพี่คนหนึ่งสนิทกันมาก เราไปทำงานด้วยกันตั้งแต่การวิจัยผู้บริโภค (consumer research) จากนั้นก็ไปคิดว่าจะสร้าง (generate) หรือจะทำอะไรกันดี ก็ไปทำ คอนซูมเมอร์ รีเสิร์ช สืบค้น (keyword) ไป สืบค้นมา จนมาเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ (solid idea) ที่จะทำ แล้วก็รับสมัครคนมาสร้างแอพ

โจทย์ก็คือ ต้องการสร้างแอพ 1 แอพ เราก็จะมีฐานลูกค้า เราดูเรื่องฐานลูกค้า พี่เขาดูเรื่องของเทคโนโลยี มาเจอกันพอดี และความที่เราสนิทกัน พูดกันด้วยทุกเรื่อง และความที่เราก่อตั้งมาด้วยกัน ก็ต้องเข้าไปยุ่งในเรื่องเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเทคโนโลยีต่ำ (low tech) ยังไง ก็ต้องเข้าไปยุ่ง และเราก็ว้าว ว้าว ว้าว ขึ้นเรื่อยๆ ฮึ้ย! มันเป็นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ เป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็วมากๆ (fast learning)

ทางเลือกใหม่ๆ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

ทางเลือกใหม่ๆ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13

จำได้ว่า ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ผมปั่นจักรยานทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปหนองคายกับกลุ่มเพื่อน บ่ายของวันที่พวกเราถึงเส้นทางเลียบน้ำโขงช่วงอำเภอสังคม ผมแวะพักเหนื่อยตามลำพังที่ศาลาข้างทาง สักครู่มีรถตู้คันหนึ่งมาจอด คนในรถลงมายืนบิดขี้เกียจดูวิวแม่น้ำโขง แล้วคนหนึ่งก็ชี้ไปที่พื้นใกล้ๆ แล้วร้องว่า “นั่นไงๆ นั่นแหละหญ้าฮี๋ยุ่มล่ะ…” จากนั้นต่างก็ตรงเข้าถอนมาคนละต้นสองต้น ก่อนจะขึ้นรถจากไป

“หญ้าฮี๋ยุ่ม” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดที่เมืองทองธานี นนทบุรี ครั้งนั้น มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมักริเริ่มชูสมุนไพรตัวสำคัญๆ หมุนเวียนไปในแต่ละปี ได้แจกแจงสรรพคุณว่า มันเป็นหญ้าเคล็ดลับของคนโบราณ ใช้มากในหญิงหลังคลอดบุตร โดยเอาไปต้ม แล้วนั่งรมไอน้ำนั้นเพื่อกระชับช่องคลอด ช่วยให้แม้มีลูกมากแล้ว ช่องคลอดก็จะยังกระชับเช่นเดิม ดังนั้น การที่ผมได้เห็นคนที่เขาเริ่มรู้จัก มองเห็น แถมยังลงมือเก็บเกี่ยวหญ้าที่ว่านี้มากับตา ก็แสดงว่าการประชาสัมพันธ์หญ้านี้ประสบความสำเร็จด้วยดี สอดคล้องกับความต้องการของคนไทยในเวลานั้นจริงๆ ด้วย

ผมเคยไปงานมหกรรมสมุนไพรนี้มา เมื่อปี พ.ศ. 2555 ครับ ปีนั้นมีการประชาสัมพันธ์ ต้น “โปร่งฟ้า” ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณครอบจักรวาลมากๆ ผมเองเพิ่งรู้จักโปร่งฟ้า เมื่อได้เด็ดใบมาขยี้ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหย กับทั้งลองชิมชาใบโปร่งฟ้าชงร้อนๆ ก็ชวนให้หวนนึกถึงเหล้ากลั่นฝรั่งเศสขวดหนึ่ง ค่าที่ว่ากลิ่นมันหอมเหมือนกันเป๊ะ จนคิดว่าน่าจะมีใครทำเหล้าโปร่งฟ้าไปเสียเลย อาจจะตีตลาดสุราต่างประเทศจนเป็นที่ฮือฮาไปก็ได้

นอกจากได้รู้จักโปร่งฟ้า ต้องนับว่างานสมุนไพรแห่งชาติเมื่อสี่ปีที่แล้ว เปิดโลก “ใบอื่นๆ” เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพให้ผมได้เห็นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

เผลอไม่เท่าไหร่ งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ก็จัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 13 ระหว่าง วันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน พ.ศ. 2559 นี้ ที่ฮอลล์ 6-8 ของอาคารอิมแพค (IMPACT) เมืองทองธานี นนทบุรี แล้วครับ

ปีนี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผู้จัดงานหลักร่วมกับเครือข่ายจำนวนมากทั่วประเทศ เช่น สมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพร สมาคมอุตสาหกรรม สมาคมอาหารเสริมแห่งประเทศไทย สมาคมนักเคมีเครื่องสำอางแห่งประเทศไทย และเครือข่ายอีกกว่า 30 องค์กร ได้นำผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม มาจัดแสดง และจำหน่าย โดยเฉพาะนวัตกรรมข้าวเคลือบสมุนไพร ซึ่งยังไม่มีใครในโลกทำมาก่อน โดยมีแนวคิดที่ว่า ประเทศไทยมีข้าวหลายสายพันธุ์ จึงควรเลือกกินให้เหมาะกับวัยของตน เช่น กลุ่มผู้สูงวัย ควรกินข้าวกล้องเพาะงอก เคลือบด้วยสมุนไพรบัวบก ขมิ้นชัน พริก ฟักข้าว มะเขือเทศ และน้ำมันดาวอินคา เป็นต้น

สำหรับประเด็นหัวใจของงานปีนี้ ที่ต้องการจะให้เป็นการเริ่มต้น “ทศวรรษแห่งการขับเคลื่อนการแพทย์แผนไทย สู่การแพทย์ทางหลักของชาติ” นั้น แทบจะเรียกได้ว่า โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผู้ร่วมจัดคนสำคัญได้ยกโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยมาตั้งไว้ในงานทีเดียว มีทั้งการตรวจสุขภาพฟรี ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย อาทิ ดูลิ้น จับชีพจร ตรวจธาตุเจ้าเรือน ดูเยื่อบุตา มีบริการนวดรักษาแบบผสมผสานเพื่อการรักษาและส่งเสริมสุขภาพ ทั้งยังจำหน่ายยาตำรับพิเศษ อาทิ น้ำมันกระดูกไก่ดำ-ขัดมอน สุดยอดยาแก้ปวด ยาหอมสู้โลกร้อน ยาแก้อาการวัยทอง เป็นต้น

ด้วยการเผยแพร่อย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่องเช่นนี้ สักวันหนึ่ง “ทางเลือก” ก็อาจกลายเป็นทางหลักได้บ้างกระมัง…

บางครั้ง ผมก็สงสัยว่า ที่เรียกกันว่าการแพทย์ทางเลือกนั้น ใครทำให้มันยังคงเป็น “ทางเลือก” อยู่จนปัจจุบันกันแน่

เท่าที่ผมเคยได้ยินมา มีกลุ่มคนหลายกลุ่ม เช่น สมาคมเภสัชวิทยาแห่งประเทศไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน เครือข่ายสุขภาพวิถีไทย ตลอดจนมูลนิธิสุขภาพไทย ที่ทำงานรณรงค์ผลักดันการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพหลัก พยายามเสนอข้อมูลจนสามารถบรรจุยาสมุนไพรกว่า 85 รายการ เข้าไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีสถานะเป็นยาสามัญประจำบ้าน สามารถซื้อหาได้ทั่วไป เนื่องจากได้ทดลองพิสูจน์สรรพคุณกันจนแน่ใจแล้วว่าใช้บรรเทาอาการป่วยได้โดยไม่ต้องรอแพทย์สั่ง นั่นหมายถึง โอกาสที่ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพขั้นพื้นฐาน รู้จักวิธีที่จะพยาบาลตัวเองได้ดี โดยพึ่งพาหมอ โรงพยาบาล และ “ยา” แผนปัจจุบันน้อยที่สุด

คงต้องเล่าให้ฟังว่า หลายปีก่อน ผมเคยลองเลือก “ทางเลือก” ในการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง หลังจากหมดความอดทนกับอาการพะอืดพะอมหลังการกินยาน้ำเคลือบกระเพาะ ทั้งไม่มีผลคืบหน้าในทางที่ดีขึ้นเอาเลย ตอนนั้น ตัวเลือกที่ยังรู้จักกันน้อยมาก คือ ขมิ้นชันแคปซูล ซึ่งเชื่อไหมครับว่า เพียงผมกินสม่ำเสมอแค่สองสามสัปดาห์ อาการก็ดีขึ้น จนแทบลืมว่าเคยเป็นโรคนี้เอาเลยทีเดียว

เพื่อนฝูงหลายคนหายจากโรคนี้ด้วยความดีใจระคนประหลาดใจ เมื่อผมแนะนำให้ทดลองใช้เพียงไม่นาน ตอนนั้นผมยังคิดเลยว่า ต่อไปคนคงรู้เรื่องนี้กันแพร่หลาย ซึ่งก็คงช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องทนทรมานเพราะโรคนี้ไปได้มาก แต่ที่ไหนได้ เดี๋ยวนี้คนก็ยังไม่รู้เรื่องนี้กันสักเท่าไหร่เลย เวลาผมถามใครที่เป็นโรคนี้ ต่างก็ว่ายังต้องทนกินยาเคลือบกระเพาะกันอยู่ นับว่าน่าประหลาดมากจริงๆ

ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครเล่าไว้ (หรือได้อ่านจากหนังสือเล่มไหน) ว่า ที่หน้ามหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่ามีการเรียนการสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนั้น เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของการแพทย์ทางเลือกมากที่สุดเช่นกัน คือเป็นแหล่งชุมนุมของสารพัดศาสตร์กดจุดฝังเข็ม จัดกระดูก นวดรักษาโรค สมุนไพรนานาชนิด ตลอดจนการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยหินกึ่งอัญมณี ฯลฯ ผมคิดว่า งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 นี้ ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เราเห็น “โลกใบอื่น” ของการรักษาพยาบาล และทางเลือกใหม่ๆ ที่จะดูแลสุขภาพด้วยตัวเองในระยะยาวได้ดุจเดียวกัน

ทั้งนี้ โดยการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่มากมายในงานครั้งนี้ มากำหนดเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและสุขภาพ ด้วยมือของเราเองครับ

อย่าเบี้ยว

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

อย่าเบี้ยว

คุณโฉมศรี กับคุณจำนูญ เป็นภริยา สามีกัน มีลูกชายด้วยกัน 2 คน

ต่อมาทั้งสองระหองและระแหง ง่องแง่งกัน แล้วที่สุดจึงตัดสินใจหย่าขาดจากกัน

ในการนี้ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ตอนหนึ่งมีความว่า คุณจำนูญตกลงยกบ้าน พร้อมที่ดินที่มีชื่อคุณจำนูญแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคน เมื่อบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะแล้ว โดยคุณจำนูญจะไม่จำหน่ายบ้านและที่ดินนั้น

แล้วคุณจำนูญแยกบ้านไป

ต่อมาคุณจำนูญขายที่ดินและบ้านนั้นให้กับคุณจำเรียง

คุณโฉมศรีรู้เข้า ร้องว่า——–(พิมพ์ไม่ได้ มีและเป็นถ้อยคำหยาบคายอยู่ไม่น้อย)

คุณโฉมศรียื่นฟ้องคุณจำนูญและคุณจำเรียงผู้ซื้อเป็นจำเลยต่อศาล ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อ-ขายบ้านและที่ดินแปลงนั้น ให้ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนให้บ้านนั้นเป็นของเด็กชายทั้งสอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,030,000 บาท ให้แก่คุณโฉมศรี

คุณจำนูญและคุณจำเรียงให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียง เฉพาะสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้านในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณโฉมศรีหนึ่งในสองส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

คุณโฉมศรี และคุณจำเรียงอุทธรณ์คดี

ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาซื้อ-ขายที่ดินและบ้าน ระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของคุณจำเรียง

คุณจำเรียงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้คุณโฉมศรีฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852

นั่นคือ การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป ทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณจำนูญเข้าผูกพันตนทำสัญญากับคุณโฉมศรียอมยกที่ดินและบ้านให้บุตรเมื่อเด็กทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยคุณจำนูญจะไม่ขายบ้านและที่ดินนั้นเด็ดขาด แม้ว่าสัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก คือ บุตรทั้งสอง และบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ในสัญญายังมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะตามเงื่อนไขในสัญญาก็ตาม คุณจำนูญก็ยังคงต้องผูกพันตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จะย้อนมาอ้างสิทธิว่า ที่ดินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสหรือไม่อย่างไรไม่ได้ เพราะสิทธิของคุณจำนูญที่มีอยู่เดิมเหนือที่ดินได้ระงับสิ้นไปแล้ว คุณจำนูญจึงได้แต่สิทธิและพันธะหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น

เมื่อคุณจำนูญผิดสัญญาไปโอนขายที่ดินนั้นพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่คุณจำเรียง คุณโฉมศรีในฐานะคู่สัญญา จึงฟ้องบังคับเอากับคุณจำนูญได้ตามสัญญา

ทั้งเมื่อคุณจำเรียงเองที่มาซื้อก็รับรู้ว่า คุณจำนูญได้ยกบ้านแก่บุตรทั้งสองแล้ว ถือว่าคุณจำเรียงได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้บุตรทั้งสองของคุณจำนูญเสียเปรียบ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียงได้ ตามประมวล มาตรา 237

ที่ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาซื้อ-ขาย ระหว่างคุณจำนูญและคุณจำเรียงจึงชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณโฉมศรีดำเนินการโอนกรรมสิทธิที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่เด็กชายทั้งสอง เมื่อทั้งสองบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์

เป็นอันว่า บุตรทั้งสองได้ที่ดินและบ้านคืนมาแน่นอน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2558)

————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลง ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

มาตรา 852 ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

พญารากดำ : ไม้ให้คุณ

ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่า โอลิมปิก 2016 ใครได้เหรียญอะไรกันบ้าง

ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาทุกคน ที่ไปทำชื่อเสียงให้กับประเทศ

ทั้งที่ได้เหรียญและไม่ได้เหรียญ

ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีผู้ชนะ ผู้แพ้

ผู้ชนะก็คือผู้ที่พร้อมมากกว่า แต่ผู้ที่ไม่ชนะก็ไม่ได้หมายความว่าไม่พร้อม

ชีวิตหลังจากนี้ก็ขอให้ใช้อย่างมีสติ อย่าหลงกับสิ่งที่ได้มา

อุทาหรณ์สำหรับนักกีฬาที่ได้รับเงินรางวัลแล้วใช้เงินไม่เป็น ก็มีให้เห็นอยู่

ก็อยากให้คิดให้มากเกี่ยวกับการใช้เงินใช้ทอง

อย่าทำแบบที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า สามล้อถูกหวย

จะจับจ่ายใช้สอยเรื่องอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ

ที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องการพนันขันต่อ

ยังไงก็ขอให้โชคดี

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น ?พญารากดำ?

จากข้อมูลที่ได้ นักลงต้นไม้บอกว่า พญารากดำเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงโดยเฉลี่ย 20 เมตร

ลักษณะของลำต้นจะออกสีเทา ส่วนที่ยังอ่อนขนสีน้ำตาล ส่วนกิ่งก้านที่แก่แล้วจะมีผิวเกลี้ยง

ส่วนลักษณะของใบจะยาวรีเป็นรูปหอก ปลายจะเป็นติ่ง หน้าใบเกลี้ยง ท้องใบมีขนอ่อน

ต้นที่เจริญเติบโตแล้วจะให้ดอกออกสีเหลืองนวลตามกิ่งก้าน มีกลีบรองดอก ดอกจะมี 6 กลีบ และมีขนอ่อน

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล

ลักษณะของผลพญารากดำจะออกกลม เมื่ออ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกผลจะสีแดง ผลจะออกเป็นกระจุก

คนแต่โบราณ หรือตำรายากลางบ้านสมุนไพรจะรู้จักการเอาส่วนต่างต่างของต้นพญารากดำมาใช้ เช่น ราก เปลือก ใบ เนื้อไม้ และยางไม้

ราก มีสรรพคุณบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย รักษามะเร็ง และช่วยให้เจริญอาหาร

เปลือก มีสรรพคุณทางรักษาโรคมะเร็ง

ใบ มีสรรพคุณแก้ปวด หรือนำมาพอกแผล ฝี หนอง

เนื้อไม้ มีสรรพคุณรักษาโรควัณโรค

ยางไม้ มีสรรพคุณแก้กระษัย ไตพิการ แก้ปัสสาวะอักเสบ และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

นี่คือสิ่งที่ได้จากการปลูกต้นพญารากดำ

ส่วนใครที่จะนำประโยชน์มาใช้ ก็ขอให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ

การนำมาใช้เองระวังอันตราย

ของทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษ

ปลาส้ม?ปลาเปรี้ยว ภูมิปัญญาการถนอมอาหารพื้นบ้านไทยๆ

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ปลาส้ม?ปลาเปรี้ยว ภูมิปัญญาการถนอมอาหารพื้นบ้านไทยๆ

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นคำกล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยในอดีต ด้วยวิถีชีวิตของคนไทยเรามีความผูกพันอย่างลึกซึ้งและแน่นแฟ้นกับแม่น้ำลำคลอง อาหารการกินอย่างปลาน้ำจืดจะหากินได้ไม่ยาก และหาได้ง่ายตามแม่น้ำลำคลอง เพียงแค่มีอุปกรณ์ในการจับปลา อย่าง เบ็ด แห อวน ลงมือลงแรงซักหน่อย ก็จะได้ปลาสดๆ เช่น ปลาช่อน ปลาขี้ขม ปลากระดี่ ปลาหมอ ปลาโสด ปลาซิว ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลานิล หรือปลาอื่นๆ มาปรุงเป็นอาหารได้แล้ว

วันไหนจับปลาได้มาก ก็จะแบ่งปันให้ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนบ้านได้กินกันอย่างทั่วถึงตามนิสัยโอบอ้อมอารีของคนในสมัยก่อน

สำหรับส่วนที่เหลือก็จะเอาไปหมักเกลือทำเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว หรือตากแดดย่างรมควัน แล้วแต่ความเหมาะสม

ปลาส้ม การแปรรูปอาหารจากปลาชนิดหนึ่งของคนอีสาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารจากปลา เมื่อปลาที่หามาได้มีจำนวนมากก็ต้องหาวิธีการแปรรูป เพื่อจะได้เก็บไว้กินนานๆ โดยเอาปลามาหมักกับเกลือ และข้าวสวย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะได้เมนูอร่อยๆ ที่เรารู้จักและเรียกกันว่า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว ส้มปลา นั่นเอง!

สามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ และเสริมรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี สำหรับขั้นตอนและวิธีการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร ที่สำคัญต้องหาปลาน้ำจืดให้ได้ซะก่อน ส่วนเครื่องปรุงประเภท เกลือ กระเทียม ข้าวสุก นั้น หาได้ในครัวไทยเราอยู่แล้ว เมื่อได้ส่วนผสมครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็หมักจนปลามีรสเปรี้ยว ส่วนจะใช้ปลาทั้งตัว ปลาเป็นชิ้นๆ หรือใช้เฉพาะเนื้อปลาอย่างเดียว ที่เรียกปลาส้มฟัก หรือแหนมปลา ซึ่งกรรมวิธีการทำก็เหมือนกัน

ตามหาสูตร ปลาส้ม

ถ้าพูดเรื่องของปลาส้มต้นตำรับ รวมไปถึงความอร่อยและมีชื่อเสียงก็ต้องเป็นปลาส้มจากอีสาน และเราต้องยกให้ลูกอีสาน เพราะทางอีสานมีปลาน้ำจืดค่อนข้างมาก ดังนั้น การถนอมอาหารจากปลาน้ำจืดจึงเกิดขึ้น และเป็นที่นิยมกันมาก ต่อมาภูมิปัญญาท้องถิ่นจากการถนอมอาหาร จึงได้แพร่ไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ

ส่วนมากการทำปลาส้มจะอาศัยเทคนิควิธีการถ่ายทอดสืบต่อกันมา ดังนั้น รสชาติ หรือคุณภาพของปลาส้มแต่ละแห่งจึงมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสูตรการผลิต แม้สูตรการผลิตเดียวกันในแต่ละครั้งก็อาจไม่ได้คุณภาพเท่ากัน ทั้งนี้ เพราะการผลิตปลาส้มจะเป็นการหมักเพื่อให้เกิดเชื้อตามธรรมชาติ ไม่สามารถควบคุมได้ คุณภาพและรสชาติจึงถูกเปลี่ยนแปลงด้วยองค์ประกอบหลายๆ ด้าน

ปลาส้ม สำหรับคนใต้หลายคนอาจไม่คุ้นหู ส่วนมากจะเรียก ปลาเปรี้ยว ปลาใส่อวน (เอาข้าวสารมาคั่วให้เหลือง หอม แล้วปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาหมักปลา เรียกว่า ปลาใส่อวน)

ปลาส้ม คนใต้มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ต่างไปจากปลาส้มของทางภาคอีสาน โดยจะหมักปลากับเกลือและน้ำตาล และคลุกข้าวคั่ว ได้รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวานเล็กน้อย หอมกลิ่นปลาหมักและข้าวคั่ว กินกับแกงรสเผ็ดๆ หรือคลุกข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่า หรอยนิ!

ปลาส้มเป็นอาหารที่ทำจากปลา มีคุณค่าทางโปรตีนสูง นำมาทำได้หลายเมนูตามความชอบของแต่ละคน ราคาไม่แพง เวลาจะกินก็เอามา ทอด นึ่ง ย่าง หลน หรือบางคนจะกินดิบๆ แกล้มกับหัวหอมแดง กระเทียม และพริกสด ได้เช่นกัน (อย่างไรก็ตาม การกินปลาส้มควรทำให้สุกก่อนนะค่ะ ไม่ควรกินดิบๆ เพราะในปลามีพยาธิใบไม้ในตับอยู่ การหมักปลาจนเป็นปลาเกิดความเปรี้ยว ใช่ว่าจะฆ่าพยาธิได้)

ประเภทของปลาส้ม

ปลาส้ม มีอยู่ 4 ประเภท คือ

ปลาส้มตัว เป็นปลาส้มที่ทำจากปลาทั้งตัว ที่ผ่าท้องควักไส้ออกแล้ว

ปลาส้มชิ้น เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วน ที่หั่นเป็นชิ้นตามขวางของลำตัวปลา

ปลาส้มเส้น เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วนที่หั่นเป็นเส้น

ปลาส้มฟัก หรือแหนมปลา เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วนที่บดหรือสับ

ย้อนนึกถึงในสมัยเด็กๆ จำได้ว่า หากได้ปลาสดๆ ใหม่ๆ มา แม่จะชอบทำปลาส้มให้กินเสมอๆ พอหมักได้ที่จนเป็นปลาส้มแล้ว เอามานึ่ง ปิ้ง ทอด ได้อร่อยจริงๆ

ปลาส้มทอดหอมๆ หัวหอมแดงซอยโรยหน้าสักนิด ซอยพริกใส่สักหน่อย กับข้าวสวยร้อนๆ อื้อหือ! อร่อยอย่าบอกใครเชียว แค่นึกภาพก็หิวแล้วใช่ไหมล่ะ?

ถ้าอยากลองทำกินเองบ้าง

เราก็มีสูตรมาฝากค่ะ

ทำปลาส้มกินเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน (อีสาน)

ส่วนผสม

1. ปลาตะเพียนหรือปลาน้ำจืดอื่นๆ ที่หาได้

2. เกลือป่น

3. กระเทียมบดหรือตำ

4. ข้าวสุก (ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าก็ได้)

วิธีทำ

ขอดเกล็ดปลาและควักไส้ออกให้หมด แล้วบั้งปลา ข้างละ 4-5 บั้ง หรือตามต้องการ ถ้าปลาตัวใหญ่ตัดปลาเป็น 2-3 ชิ้น ล้างปลาให้สะอาดแล้วเอาปลาไปแช่ในน้ำซาวข้าว (ใช้แป้งข้าวเจ้าละลายก็ได้ค่ะ) แช่ปลาไว้สัก 20-30 นาที แล้วล้างให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ (ทำให้เนื้อปลาแข็งและลดความคาวลง)

จากนั้นนำเกลือมาผสมกับปลา ทิ้งไว้สัก 3 ชั่วโมง

ส่วนข้าวสุกเอาไปล้างน้ำและผึ่งให้แห้งพอหมาดๆ จากนั้นนำเกลือป่น ข้าวสุก และกระเทียมผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปคลุกกับปลา นวดให้เข้ากัน นำปลาที่ได้ใส่ในกล่องหรือภาชนะ กดตัวปลาให้แน่น และปิดฝาทิ้งไว้ 1-5 วัน หรือจนกระทั่งมีน้ำออกจากปลาหรือปลามีรสเปรี้ยว

ทีนี้จะเอามาทอด ปิ้ง ย่าง ก็สุดแล้วแต่ท่านเหอะ!

ปลาเปรี้ยว สูตรคนใต้

ส่วนผสม

1. ปลานิล หรือปลาน้ำจืดอื่นๆ ที่หาได้

2. น้ำตาลทราย

3. เกลือ

4. ข้าวคั่วบดละเอียด

วิธีทำ

1. ล้างทำความสะอาดปลา ขอดเกล็ด เอาหัว เอาพุงออก แล้วล้างทำความสะอาด

2. ผสมน้ำตาลและเกลือเข้าด้วยกัน นำปลาที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ในขวด หรือไห สัก 3-4 วัน (ปิดฝาให้สนิท)

3. เมื่อครบ 3-4 วัน ปลาที่หมักไว้จะมีกลิ่นหอม แล้วนำปลามาคลุกข้าวคั่ว จากนั้นหมักทิ้งไว้อีก 1 วัน ก็จะได้ปลาเปรี้ยว ปลาใส่อวนที่อร่อยๆ

เคล็ดลับการทอดปลาส้มไม่ให้เนื้อปลาแตก ก่อนลงทอด ตีไข่ไก่ให้แตกแล้วนำปลาไปคลุกไข่ไก่ แล้วนำลงทอดในน้ำมันจะทำให้ปลาส้มหอม น่ากิน เนื้อปลาไม่แตกยุ่ย มีกลิ่นหอม และมีสีสวยงามค่ะ

การถนอมอาหารจากภูมิปัญญาไทยในสมัยโบราณ เพื่อเก็บอาหารไว้กินได้เป็นเวลานาน โดยอาหารนั้นไม่สูญเสียคุณภาพ โดยผ่านกรรมวิธีการหมักจนได้ผลิตภัณฑ์รสชาติอร่อยถูกปากของนักชิมที่เรียกว่า ปลาส้ม

ปัจจุบัน อาหารหมักดองพื้นบ้านประเภทนี้ที่ได้นิยมกันมากในทั่วทุกภาคของประเทศไทย และกรรมวิธีการถนอมอาหารชนิดนี้ กลายเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่สร้างรายได้ จนได้รับการพัฒนาเป็นหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน ชุมชน ได้เป็นอย่างดี

ดองหอย ดองปู จากทะเล ดองหอยเสียบ ถึงทุ่งนาดองปู…ตามมาเลยค่ะ

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ดองหอย ดองปู จากทะเล ดองหอยเสียบ ถึงทุ่งนาดองปู…ตามมาเลยค่ะ

ฉันชอบอาหารหมักดองจึงสนใจเป็นพิเศษ เรียกว่าไปที่ไหนก็แสวงหา วันนี้ตั้งใจจะนำเสนอของหมักดองประเภทมีชีวิต นั่นคือ หอยดอง ปูดอง

เดือนที่ผ่านมาอยู่ทะเล ชีวิตที่ทะเลใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเดินชายหาดแล้วก็ถ่ายรูป คุยกับชาวประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่ง ที่หยุดพูดคุยมากที่สุดก็คือ คนขุดหอยเสียบ

หอยเสียบที่มากที่สุดเท่าที่เคยเห็นก็คือบ้านหัวหิน จังหวัดสตูล ชายทะเลตรงนั้นหอยเสียบเยอะจริงๆ และตัวใหญ่มาก คนที่หาหอยเสียบมีน้อยมาก เพราะมีหอยอย่างอื่นให้เก็บกินที่ตัวใหญ่กว่า หอยตัวใหญ่จะมีตอนช่วงน้ำลด ผู้คนจะไปหาหอยกันอย่างรวดเร็วได้เป็นถังๆ ที่นี่หอยใหญ่จริงๆ และยังค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และนักท่องเที่ยวยังไม่บุกมาก เรียกว่ามีนักท่องเที่ยวพอประมาณ อาจจะเป็นเพราะว่าชายทะเลลงเล่นน้ำไม่ได้ คือเป็นทะเลโคลน แต่ก็มีลานเก็บหอยช่วงน้ำลดที่กว้างไกลให้เดินเล่นและไปเก็บหอยกับชาวบ้าน

เก็บหอยช่วงน้ำลดต้องรีบเก็บเร็วๆ เพราะไม่นานน้ำก็จะขึ้นมา ฉันตามเขาไปเก็บหอยหลายครั้ง มีหลากหลายและตัวใหญ่กว่าหอยเสียบมาก เด็กตามพ่อแม่ไปเก็บหอยก็จะเล่นน้ำอยู่แถวนั้น มีแอ่งน้ำให้พวกเขาได้เล่นสนุกๆ

ผู้ใหญ่จะเตือนเด็กให้รีบขึ้นเพราะน้ำจะขึ้นแล้ว บางครั้งน้ำขึ้นตามหลังมาเลย ต้องรีบเดิน

ที่นี่ชาวบ้านอยากทำการท่องเที่ยวเอง แบบท่องเที่ยวโดยชุมชน พานักท่องเที่ยวล่องเรือ กินอาหารจากทะเล ดูวิถีชีวิต รวมทั้งเก็บหอยด้วย

หอยที่นี่ใหญ่จริงๆ อย่างหอยหลอดที่อื่นเท่าหัวไม้ขีด ที่นี่ตัวเท่านิ้วชี้ ฤดูกาลเก็บหอยหลอดผู้คนมากมายมาที่นี่

“หอยหลอดต้องผัดฉ่าอร่อยที่สุด” เพื่อนบอก

อีกแห่งหนึ่งที่พบเห็นผู้คนไปเก็บหอยเสียบกันมากทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีระดับเลย ตรงนั้นอยู่ในเขตชะอำที่ใกล้หัวหินมากคือ อีกสิบกิโลเมตรก็ถึงหัวหิน ฉันไปพักอยู่คอนโดฯ ของเพื่อน ชื่อ วีไอพี อยู่คอนโดฯ ชั้นที่ 25 ซึ่งสูงมาก อยู่ในห้องไม่รู้จะทำอะไร เดินไปเดินมาก็ลงมาเดินทะเล มาดูคนขุดหอย ที่นี่เขาขุดกันจริงจังมาก นับเป็นสิบๆ คนเลย การเห็นสถานที่ท่องเที่ยว ชายหาดหน้าโรงแรมที่ผู้คนยังมาขุดหอย หาปลาได้ ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวดูอ่อนโยนลง แสดงว่าเจ้าของโรงแรมใหญ่ๆ ที่นี่ยังไม่ถึงกับกั้นหาดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า ซึ่งหลายแห่งจะเป็นอย่างนั้น พวกที่กั้นหาดไม่ยอมให้คนผ่านหาดถือว่าเป็นพวกโกงทรัพย์สินส่วนรวม เพราะหาดเป็นของส่วนรวม ถ้ากั้นหาดไม่ให้คนเดินผ่านก็พูดได้เลยว่า เห็นแก่ตัว ยักยอกของส่วนรวมเป็นของส่วนตัว ไม่ควรคบหาสมาคมกับคนโกงอย่างนั้น คือไม่ควรไปสนับสนุนพักด้วย บางแห่งยังเดินมาทำท่าจะไล่ แบบว่านี้หาดส่วนตัว…ถามกลับ หาดส่วนตัวที่ไหน ไม่มี ชายหาดเป็นของส่วนรวม เหมือนทะเลไม่มีเจ้าของเป็นของส่วนรวม ภูเขาก็เช่นกันไม่มีส่วนตัว ไม่มีหรอกหาดส่วนตัว ภูเขาส่วนตัว ใครพูดอย่างนี้บอกได้เลยว่าเข้าใจผิด

กลับมาที่หอยเสียบต่อ ช่วยเขาขุดหอยเสียบพอเพลินๆ คนขุดหอยเขาบอกว่า มีคนมารับซื้อไปขายที่ชลบุรี เพราะที่นั่นเป็นแหล่งขายหอยเสียบ

“อ้าว…ตรงถนนสายที่ขายหอยเสียบเป็นแถวๆ นั้นไม่ใช่หอยทะเลชลบุรีเหรอ”

คนขุดหอยบอกว่า น่าจะเป็นหลายแห่ง ที่นี่เขาก็มารับซื้อส่งไปที่ชล เขาจะดองน้ำปลาขายเป็นขวดๆ ฉันถามเขาว่า ตอนนี้จะแบ่งขายให้ฉันได้ไหม เธอบอกว่าได้ ฉันเลยซื้อหอยเสียบมาสามสิบบาท ได้มาเยอะทีเดียว เธอแนะนำการดองให้เสร็จ

“เอาไปขังให้มันคายทรายออกก่อน ขังไว้สักพักใหญ่ๆ แล้วก็ล้าง แช่น้ำปลาให้ท่วมหอยไว้สองคืน หรือแช่เกลือเม็ดก็ได้”

“ทำกินเลยได้ไหม ไม่ต้องดอง”

นักท่องเที่ยวที่เดินเล่นและหยุดดู ถามขึ้น

“ได้ซิ เอาไปคั่วน้ำใส่น้ำปลานิดหนึ่ง อย่าใส่น้ำให้เยอะ หรือจะทำเป็นแกงเลียงใส่ผักต่างๆ ลงไปก็ได้” นักท่องเที่ยวอีกคนขอซื้อยี่สิบบาท เราได้หอยคนละถุง ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนแต่ชอบในสิ่งเดียวกัน จึงเดินคุยด้วยกัน คุยเรื่องกินนั่นแหละไม่มีเรื่องอื่น คุยเรื่องกินปลอดภัยดีกว่าคุยเรื่องการเมือง ถ้าไม่หนักแน่นพอ

“อยู่ที่ไหนก็หากินได้นะ เมืองไทยนี้ดีจริง” เขาว่า

“ใช่ อยู่ทะเลเขาบอกว่าไม่มีอดถ้ารู้จักหากิน แต่ก็ไม่ง่ายนะมันต้องฝึกฝน”

เมื่อถึงที่ต้องแยกก็แยกกัน โบกมือลากัน ฉันเอาหอยเสียบมาแช่น้ำปลาสำหรับกินอีกสองวัน ส่วนน้องคนนั้นถ้าได้เจอกันอีกครั้งจะถามว่าทำอย่างไรกิน คั่วน้ำปลาเหมือนที่แนะนำหรือเปล่า ไปทะเลครั้งต่อไปฉันคิดว่าจะเอาช้อนหรือถ้วยพลาสติกไปขุดหอยเสียบด้วยดีกว่า

จากหอยก็มาถึงปู คราวนี้ไม่ใช่ปูทะเล แต่เป็นปูนา ออกจากทะเลตรงไปที่ทุ่งนา เจอเขากำลังจับปูนาอยู่

ปูนา ก็เอามาดองเหมือนกัน บ้านใต้เรียกปูเค็มว่า เปี้ยว จับปูมาเพื่อเอามาดอง ปูนาเดี๋ยวนี้หายากขึ้น เพราะตามทุ่งนาปลูกข้าวแบบใช้สารเคมี ปูไม่อยู่

แม่ค้ามารับซื้อปูนาบอกว่า ต้องเอาไปดองก่อน บอกแล้วว่าฉันเป็นคนสนใจของหมักดอง รีบถามวิธีการดอง เธอใจดีมากบอกอย่างละเอียด

วิธีการดองปูนา อันดับแรก ได้ปูมาก็เทใส่ลงไปในน้ำเกลือแบบเข้มข้นที่ต้มเอาไว้ และทิ้งไว้จนเย็นก่อน ย้ำว่าต้องเย็นสนิท แช่ปูเอาไว้อย่างนั้นหนึ่งคืน แล้วเอามาล้างน้ำผ่านจนสะอาดดีแล้ว ล้างหลายน้ำให้สะอาด เรียงใส่ถุงเทน้ำเกลือใส่อีกครั้งลงถุงปิดให้แน่น (น้ำเกลือใหม่ๆ เลยนะ ไม่ใช่น้ำเกลือเก่า) และเอาไปขายเลย กว่าจะถึงมือผู้กินก็สองวันพอดี ปูอร่อยประมาณสองสามวัน นานกว่านั้นก็ไม่ค่อยอร่อย จะเค็มมากไป

การทำปูดอง ไม่ใช่แค่ดองปูอย่างเดียวต้องรู้วิธีจับปู วางปูอย่างไร ให้อยู่กันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบไม่ให้ก้ามไปเจาะถุงพลาสติกขาด เพราะต้องดองน้ำไปด้วย

เห็นปูดองแล้วบอกจริงๆ คิดถึงส้มตำ ยำปู ต้มกะทิใส่มะดัน ทำหลน ตำมะขาม อาหารพวกนี้ปูเค็มสองตัวเอาอยู่ ทำอาหารได้ชามโตๆ

เอาล่ะ สำหรับคนชอบของดอง จะทำกินหรือทำขายก็น่าสนใจมากเลย DSC06495.JPG หอยเสียบชายหาด

DSC06503.JPGขุดหอยเสียบ ที่บ้านหัวหิน สตูล065965 น้ำแห้งออกหาหอยอื่นๆ มากมายDSC06513ส่วนหนึ่งของการจัดการท่องเที่ยวแบบชุมชน ดูวิถีชีวิตเด็กลูกชาวเล

%d bloggers like this: