เล็งหารือจีนปราบทัวร์ขี้โกง เอกชนเสนอรัฐจัดวีแชตเตือนนักท่องเที่ยว

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952853


“กอบกาญจน์” จ่อหารือ “ซีเอ็นทีเอ” ร่วมมือปราบทัวร์ผิดกฎหมาย ย้ำไทยมีการเฝ้าระวังตรวจสอบตลอด เชื่อว่าหายไปจากระบบแล้วกว่า 95-98% ขณะที่แอตต้าเสนอรัฐบังคับใช้กฎหมายห้ามทัวร์ขายออปชันเกิน 3,000 บาท พร้อมขอให้ร่วมมือวีแชตเตือนนักท่องเที่ยวจีนเมื่อถึงไทย

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซีเอ็นทีเอ)ที่จะมาประชุมร่วมกับกระทรวงเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าด้านความร่วมมือส่งเสริมท่องเที่ยว เรื่องการเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ที่ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ทางการจีนต้องการเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันจะหารือถึงความคืบหน้ามาตรการยกระดับทัวร์คุณภาพ การปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย ซึ่งฝ่ายไทยได้ตรวจสอบตลอด และอยากติดตามจากซีเอ็นทีเอว่า ช่วยสอดส่องต้นทางในจีนถึงการขายแพ็กเกจทัวร์ให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมด้วยหรือไม่ และซีเอ็นทีเอได้ดำเนินมาตรการลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นๆด้วยหรือไม่ แต่เท่าที่ทราบ มีการปราบทัวร์ผิดกฎหมายในสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว

นอกจากนี้ ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ให้ช่วยสอดส่องการทำธุรกิจนำเที่ยวมาประเทศไทยด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามักพบปัญหาว่า นักท่องเที่ยวที่ไม่พอใจในบริการมักไปร้องเรียนทางการเมื่อกลับไปถึงประเทศแล้ว ทำให้เกิดเสียงสะท้อนกลับมาระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบันแม้ทัวร์ผิดกฎหมายจะยังไม่หมดไป 100% แต่เชื่อว่าหายไปจากระบบแล้วกว่า 95-98% และยังต้องดำเนินมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีก

นางกอบกาญจน์กล่าวว่า จะนำการวิจัยมาต่อยอดนโยบาย สิ่งที่สอดคล้องและนำมาจับคู่ได้ทันที ได้แก่ ผลการวิจัยเรื่องการเที่ยวข้ามพรมแดน ที่กระทรวงมีแผนอาเซียน คอนเน็กต์ อยู่แล้ว และล่าสุดจากการเดินทางไปพร้อมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ สปป.ลาว ได้ข้อสรุปในการส่งเสริมท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันใน 3 พื้นที่หลัก ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันให้ด่านบ้านฮวก จ.พะเยา เป็นด่านถาวร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเพิ่มเติม และพัฒนาทั้งระบบร่วมกัน อาทิ ร้านอาหาร, ที่พัก, กิจกรรม คล้ายกับเส้นทางท่องเที่ยวในประเทศประชาคมยุโรป ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดต่อยอดในการพัฒนาลุ่มน้ำโขง ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกันของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำ มีเป้าหมายพัฒนาให้คล้ายกับแม่น้ำดานูบของฝรั่งเศส

“3 พื้นที่หลักที่ตกลงในเบื้องต้นกับ สปป.ลาว คือ 1.บริเวณภูชี้ฟ้าและภูชี้ดาว ทางฝั่งไทยขึ้นกับ อ.เวียงแก่น และ อ.เทิง ของเชียงราย ส่วนฝั่งลาว ขึ้นกับเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว, 2. บริเวณช่องทางบ้านฮวก-กิ่วหก โดยไทยขึ้นอยู่กับ อ.ภูซาง จ.พะเยา และทางลาวขึ้นกับเมืองคอบ แขวงไซยะบุรี, 3. บริเวณแก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน ด้วยการวางแผนแม่บทให้สอดคล้องกันได้”

ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐดำเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมายห้ามทัวร์ขายบริการนำเที่ยวเสริม (ออปชันทัวร์) ราคาสูงเกิน 3,000 บาทมาใช้ และติดตามผลให้เข้มข้นมากกว่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการบังคับขายในราคาสูงเกินความเป็นจริง และการทิ้งทัวร์เมื่อลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงินซื้อออปชันเพิ่ม ขณะนี้แม้ทัวร์ผิดกฎหมายจะลดลงมาก แต่อาจมีเล็ดลอดเล็กน้อย ทางที่ดีควรวางมาตรการป้องกัน โดยใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์ดีกว่า “ได้เสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ใช้เทคโนโลยีในการให้ข้อมูลเข้าถึงตลาดขาเข้า (อินบาวด์) จากจีน ด้วยการร่วมมือกับวีแชต ช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงฐานผู้ใช้งานกว่า 700 ล้านคนในจีน จัดทำบัญชีอย่างเป็นทางการของกระทรวง เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญให้ทราบด้านการท่องเที่ยว เช่น กฎระเบียบต่างๆ การดูแลความปลอดภัย โดยตั้งระบบอัตโนมัติแจ้งเตือนทันที เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงประเทศไทย ให้ทราบถึงสิทธิในการใช้บริการนำเที่ยวภายใต้การจัดระเบียบล่าสุด เช่น เตือนให้ทราบการซื้อออปชันทัวร์ในราคาที่ไม่ควรเกิน 3,000 บาทตามข้อกำหนด เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนจีน ที่เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น”

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พร้อมยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในขั้นต่อไป ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกันของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สทท. เพื่อร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัย นำข้อมูลมาช่วยต่อยอดการวางนโยบายต่างๆ โดยเริ่มต้นด้วยการจัดประชุมทางวิชาการ เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทย (ทีเอฟทีอาร์ไอ) ซึ่ง สกว.กำหนด 11 กรอบงานวิจัยภายใต้ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน 2.กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวโดยชุมชน 3.กลุ่มการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว.

 

ออมสินรายได้พุ่ง 8 พันล้าน ลุยพัฒนาดิจิทัลแบงก์กิ้งเจาะลูกค้าชุมชน

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952845


ออมสินตั้งเป้าปีนี้สินเชื่อโต 3% ชี้ 4 เดือนแรกกำไรพุ่งกว่า 8,000 ล้านบาท เหตุรายได้ดอกเบี้ยสูง มาตรการรัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมต่อยอดระบบดิจิทัล แบงก์กิ้ง ให้บริการการทำธุรกรรม 24 ชม. ถึงหน้าหมู่บ้าน และพัฒนาระบบคิวอาร์โค้ด ถอนเงินสดได้ที่ตู้เอทีเอ็มโดยไม่ต้องใช้บัตร

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการขยายตัวของสินเชื่อไว้ที่ 3% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 58,000 ล้านบาท เงินฝากขยายตัว 3% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิราว 64,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 21,000 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคาร ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.60) มีกำไรสุทธิ 8,656 ล้านบาท ส่วนสำคัญมาจากรายได้ดอกเบี้ย โดยสินเชื่อคงเหลือ ณ วันที่ 30 เม.ย.60 อยู่ที่ 1,975,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากสิ้นปี 59 ซึ่งอยู่ที่ 1,901,851 ล้านบาท

สำหรับเงินฝากลดลง 2.8% อยู่ที่ 2,098,321 ล้านบาท จากสิ้นปี 59 อยู่ที่ 2,159,136 ล้านบาท ส่งผลให้สินทรัพย์รวมลดลงเล็กน้อย 0.6% จาก 2,509,588 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 59 มาอยู่ที่ 2,494,045 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาธนาคารยังไม่มีโครงการสินเชื่อขนาดใหญ่ ทำให้ไม่มีความจำเป็นในการระดมเงินฝาก

“มาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้สินเชื่อขยายตัวได้ โดยเป็นการให้สินเชื่อครอบคลุมทุกประเภท ได้แก่ สินเชื่อภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงิน (โครงการเงินกู้ซอฟต์โลน) สินเชื่อธุรกิจ SMEs สินเชื่อเคหะ สินเชื่อกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก สินเชื่อเพื่อสังคมและชุมชน (กองทุนหมู่บ้าน) สินเชื่อโครงการบ้านประชารัฐ และธนาคารผู้สูงวัย”

ส่วนทิศทางการดำเนินงานในปีนี้จะเน้นเรื่อง Digital Banking โดยธนาคารได้พัฒนารูปแบบการให้บริการไม่ว่าจะเป็นสาขาดิจิทัลที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง บริการธนาคารชุมชนแนวคิดออมสินเพื่อชุมชน รวมถึง Mobile Banking ในชื่อ MyMo และล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถใช้ QR code ถอนเงินสดได้ที่ตู้เอทีเอ็มโดยไม่ต้องใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต่อไปจะมีบริการชำระเงินที่ร้านค้าด้วย QR code รวมถึง Chill Chill Finance ในการยื่นขอสินเชื่อธนาคารประชาชนผ่าน MyMo และเงินฝาก No Book ที่สามารถเลือกระยะเวลาฝากได้

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยเพิ่มเติมคือ โครงการสินเชื่อ Street Food หรือสินเชื่อร้านอาหารริมทาง ซึ่งล่าสุดได้ส่งแบบร่างของโครงการเสนอให้กระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้ว โดยจะเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับคุณภาพอาหารริมทางให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้า และจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีรายได้ที่สูงขึ้น คาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ในเดือน มิ.ย.นี้

“อาจเป็นการสร้างแบรนด์ขึ้นมา เช่น “Thailand ชวนชิม” ใครมาประเทศไทยต้องมากิน Thailand Street Food ทั้งถูก ดี และมีคุณภาพ เราต้องมาช่วยสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และมีหน่วยงานราชการเข้าไปรับรองคุณภาพอาหาร จะกระจายไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ถนนคนเดิน โดยใช้แนวทางประชารัฐที่จะมีพันธมิตรความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เราได้คุยกับที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ไว้เบื้องต้นบ้างแล้ว ต้องร่วมกันสร้างเพื่อช่วยทำให้แบรนด์ของ Thailand Street Food ติดตลาดโลก”

สำหรับการให้บริการธนาคารชุมชนปีนี้คาดว่าได้ประมาณ 480 หมู่บ้าน และจะขยายเพิ่มไปอีกเพื่อต้องการให้แต่ละหมู่บ้านสามารถให้บริการตนเอง ทำได้เหมือนสาขาของธนาคารทั้งฝาก ถอน โอนเงิน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ที่ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ให้แก่ประชาชนในกลุ่มฐานราก

นอกจากนี้ ธนาคารยังจะหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ หลังจากกระทรวงการคลังได้ปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากธนาคารได้ทุ่มเทแรงงานเกือบทั้งหมดในเรื่องการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น เมื่อการลงทะเบียนเสร็จ ธนาคารจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขหนี้นอกระบบมากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารได้เตรียมวงเงินสินเชื่อแก้หนี้นอกระบบไว้ที่ 5,000 ล้านบาท โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 200,000 บาท ล่าสุด มีประชาชนสนใจยื่นเรื่องของกู้ 140,000 ราย วงเงิน 6,600 ล้านบาท โดยธนาคารอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 15,000 ราย วงเงิน 600 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเร่งปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น.

 

ไทย-ลาวผนึกกำลังเสริมแข็งแกร่ง ลุยอุ้ม “เอสเอ็มอี” สองฝั่งโขง

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952838


ผุดศูนย์ชายแดนบริการเบ็ดเสร็จ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นสักขีพยานการลงนามความเข้าใจด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ระหว่างหน่วยงานของไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจำนวน 4 ฉบับ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีร่วมกัน ประกอบด้วย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมของไทยกับ Lao Department of SMEs Promotion, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ของไทยกับสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว, สสว.กับสมาคมนักธุรกิจหนุ่มแห่งชาติลาว และ สสว.กับสมาคมนักธุรกิจแม่หญิงลาว ว่า เอสเอ็มอีมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจในทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีมาโดยตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สำเร็จ แต่ต้องสร้างให้เกิดและแข็งแรงขึ้น

สำหรับลาวนั้น มองว่าเอสเอ็มอีด้านการบริการและการท่องเที่ยวเหมาะสมที่สุด เพราะสามารถขายสินค้าในชุมชนผ่านสถานที่ท่องเที่ยวได้ ทำให้สินค้าขายได้แพงขึ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านก็มีงานทำ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวได้ โดยไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีลาวอยู่แล้ว

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ไทยและลาวจะร่วมมือกันพัฒนาเอสเอ็มอี โดยกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) จะหารือร่วมกับกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของลาว เพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งลาวมีความสนใจโครงการศูนย์ส่งเสริมเอสเอ็มอีทั่วประเทศ จึงต้องการมาศึกษาวิธีการดำเนินงาน และมีความร่วมมือระหว่างศูนย์ส่งเสริมเอสเอ็มอีของไทยและลาว โดยจะให้เอสเอ็มอีของลาวข้ามฝั่งมาใช้บริการศูนย์ส่งเสริมเอสเอ็มอีของไทยได้ทั้งที่ จ.อุบลราชธานี และอุดรธานี ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีของไทย ก็สนใจลงทุนในลาว ซึ่งเอสเอ็มอีแบงก์ก็มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อ ทำให้มีโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือในการร่วมทุนระหว่างเอสเอ็มอีไทยและเอสเอ็มอีลาว เพื่อสร้างเป็นห่วงโซ่การผลิต เช่น ลาวมีวัตถุดิบทางการเกษตรที่ดีมีคุณภาพ ก็ส่งให้เอสเอ็มอีไทย ที่มีเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อนำไปแปรรูป หรือกรณีสิ่งทอ ที่ลาวมีแรงงานผลิตแล้วส่งวัตถุดิบให้เอสเอ็มอีของไทย นำไปออกแบบแฟชั่นยกระดับมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างตลาดร่วมกัน “ไทยและลาวยังต้องการที่จะพัฒนาความร่วมมือเขตเศรษฐกิจพิเศษของ 2 ประเทศเชื่อมโยงกัน โดยไทยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ติดกับลาวใน 4 พื้นที่ คือ จ.เชียงราย นครพนม มุกดาหาร หนองคาย”.

 

“อีอีซี”พลิกฟื้นประเทศไทย

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952832


นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า หากในอนาคตการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ยังขยายตัวเพียง 3% ในทุกๆปี จะส่งผลให้เวียดนาม และอินโดนีเซียมีมูลค่าทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทย โดยประเทศไทยจะตกอันดับจาก 20 จากปัจจุบันไปอยู่ที่ อันดับที่ 25 จึง เป็นเหตุผลให้ไทยต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี และที่สำคัญโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในทางออกที่นำไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลง ครั้งยิ่งใหญ่ เพราะโครงการก่อสร้างทั้งหมดของอีอีซี ต้องใช้งบลงทุนจากภาครัฐ 10-20% เท่านั้น ที่ เหลืออีก 80% มาจากการลงทุนของภาคเอกชน จึงมั่นใจว่าอีอีซีจะทำให้โครงสร้างลงทุนไทยเปลี่ยนไป

ด้านนางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ได้มีมติขยายระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ได้แก่ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย) ออกไป จนถึงวันที่พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พ.ศ.2560 จะมีผลใช้บังคับ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ยังไม่กลับคืนเข้าสู่สภาวะปกติ.

 

เทคโนโลยีทะเลทรายแก้ภัยแล้ง

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952828


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายชีมอน โรเด็ด เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ว่า การหารือร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของอิสราเอล ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน คาดว่าจะลงนามในช่วงเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือ ด้านการเกษตรกรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือครอบคลุมในทุกสาขาด้านการเกษตร อาทิ พัฒนาการเกษตรทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง พัฒนาด้านสหกรณ์และองค์กรภาคการเกษตร เปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศในภาคการเกษตรและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย รวมถึงการพัฒนาด้านชลประทานที่ดินและบริหารจัดการน้ำ

สำหรับโครงการแปลงสาธิตการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากอิสราเอลภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ฝ่ายไทยเตรียมเสนอ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จ.มหาสารคาม” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็ม ดินทรายจัด และดินปนกรวด หากเกิดภาวะภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงทุกปี ทำให้แหล่งน้ำผิวดินไม่เพียงพอในการทำเกษตร จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศอิสราเอลที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์นำมาพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าเกษตรภายใต้สภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำและความแห้งแล้ง

ทั้งนี้ อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในภาคเกษตร รวมถึงใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ออกแบบระบบชลประทานประหยัดน้ำ สูญเสียน้ำน้อยที่สุด เช่น ระบบน้ำหยด และระบบฉีดฝอย ที่จะเป็นประโยชน์กับการทำเกษตรในไทยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือพื้นที่แห้งแล้ง เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับอิสราเอล คือ ร้อน แห้งแล้ง และไม่มีน้ำบนผิวดิน

“ดังนั้น การลงนามความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ จะส่งผลให้ไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีของอิสราเอล เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการเกษตรของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่อิสราเอลจะมีลู่ทางส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีของอิสราเอลในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการเกษตร ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลให้สองประเทศมีการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นด้วย”.

 

ดีเดย์สแกนลายนิ้วเปิดซิม 3 จังหวัดใต้

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952825


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.60 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้แถลงข่าวร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 รายได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ทีโอที และแคท เพื่อเปิดให้บริการลงทะเบียนซิมมือถือ ด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ (Finger print) ซึ่งจะเริ่มให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.60 นี้เป็นต้นไป

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การจัดทำระบบลงทะเบียนซิมมือถือนั้น เพื่อยกระดับมาตรการให้บริการโทรศัพท์มือถือ และความมั่นคงของประเทศ รวมถึงสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยจะนำร่องเปิดให้บริการลงทะเบียนซิมมือถือใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ใน 2 อำเภอคือ จะนะ และนาทวี ในจังหวัดสงขลา โดยจะมีจุดให้บริการ 25 จุด และจะนำร่องในศูนย์บริการลูกค้ามือถืออีก 5 จุด ที่ห้างสรรพสินค้าพารากอน กรุงเทพฯ

“การลงทะเบียนซิมมือถือด้วยการสแกนลายนิ้วมือนั้น เพื่อแสดงตัวตนว่า เป็นเจ้าของบัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น เพราะระบบจะตรวจสอบลายนิ้วมือ และตรวจสอบใบหน้า ว่าตรงกันหรือไม่ เนื่องจากป้องกันการปลอม บัตรประจำตัวประชาชนที่นำมาลงทะเบียนซิมมือถืออีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนที่ใช้มือถือ รวมถึงสร้างความปลอดภัยในการใช้บริการธุรกรรมการเงินในระบบอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง และโมบายเพย์เมนต์”

ทั้งนี้ ค่ายมือถือจะเป็นผู้ลงทุนระบบสแกนลายนิ้วมือเอง โดยต้องประสานงานกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดซื้อระบบสแกนนิ้วมือ โดยราคาราว 8,000-14,000 บาทต่อเครื่อง.

 

จัดทัพคนไทยสู่สังคมวัยชรา

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952817


นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการยาสูบ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและกำลัง จะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ในปี 2567 ดังนั้น หลายหน่วยงานต่างตื่นตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งโรงงานยาสูบเองที่มีชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 5 โรงพยาบาลโรงงานยาสูบ และมีอดีตพนักงานยาสูบ และญาติพี่น้องของพนักงานที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ โรงงาน ยาสูบจึงมีแนวความคิดที่จะเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดการเจ็บไข้ได้ป่วย มีการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง ตามหลักโภชนาการ และมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างพอเพียง

ทั้งนี้ โรงเรียนผู้สูงอายุจะแตกต่างจากชมรมผู้สูงอายุตรงที่โรงเรียนนั้นมีหลักสูตรและตารางเรียนที่ช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในการทำกิจกรรม ทำให้ผู้สูงอายุได้ฝึกสมองและการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยผ่านเทคนิคและวิธีการสอนต่างๆ โดยใช้เวลาในการเรียนรู้ วันละ 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกันไปจนครบ 96 ชั่วโมง ตามหลักสูตรที่ได้จัดเตรียมไว้ ทั้งนี้ โรงเรียนผู้สูงอายุโรงงาน ยาสูบจะเปิดสอนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยในรุ่นแรกนี้ มีผู้ให้ความสนใจมาสมัครเรียนทั้งสิ้น 40 คน

นางสาวดาวน้อยกล่าวต่อว่า การเปิดเรียนจะสอนทุกวันพฤหัสบดี รวมระยะเวลาเรียนตลอดทั้งหลักสูตร 16 สัปดาห์ เน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพิ่มพูนความรู้ ทักษะชีวิตที่จำเป็นในด้านกฎหมาย ศาสนา เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย หลักโภชนาการที่ถูกต้อง กิจกรรมนันทนาการด้านดนตรีและกีฬา รวมไปถึงกิจกรรมทัศนศึกษานอกห้องเรียน โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้ความรู้และคำแนะนำตลอดทั้งหลักสูตร

ด้าน นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เผยว่า บริษัทมีแผนในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุในชื่อ “จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาท์ตี้” อยู่ปทุมธานี มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 เฟส ได้แก่ ระยะที่ 1 อาคารที่พักอาศัย 1,500 ยูนิต ระยะที่ 2 โครงการคอมมูนิตี้ มอลล์ มูลค่าราว 4,000 ล้านบาท และระยะที่ 3 ทำโรงพยาบาล 400 เตียง โดยโครงการที่อยู่อาศัยจะเป็นอาคารอยู่อาศัย 7 ชั้น ทั้งหมด 13 อาคาร รวมทั้งหมด 1,500 ยูนิต ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ 60 และมีกำหนด เสร็จสิ้นในไตรมาส 4 ปี 61.

 

เปิดโผ 12 ทำเลทองกลางเมืองกรุง

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952808


นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สกล่าวว่า ทางศูนย์ได้จัดอันดับทำเลที่ดินที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา และทำเลที่ราคาที่ดินเพิ่มมากที่สุดในรอบ 6 ปี (2555-2560) ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงราคาในช่วง 5 ปีต่อเนื่องกัน โดยมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตในช่วง 10 ปีข้างหน้า

อันดับที่ 1 ทำเล I3-2 ถนนสุขุมวิท 21 ราคาปัจจุบันตารางวาละ 1,400,000 บาท ในรอบ 1 ปี เพิ่มราคาถึง 27.3% และหากมองในรอบ 6 ปีก่อนหน้า นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 15.2% ขณะที่อันดับที่ 2 ทำเล K6-1 ถนนรัชดาภิเษก-เดอะมอลล์ ราคาปัจจุบันตารางวาละ 300,000 บาท ในรอบ 1 ปี เพิ่มราคาถึง 25.0% และในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 13.5% อันดับที่ 3 ทำเล K2-3 ถนนพระราม 2 กม.13.5 แสมดำ ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 45,000 บาท ราคาถึง 12.5% ในรอบ 1 ปี และ ในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 12.7%

อันดับที่ 4 ทำเล L1-1 ถนนกรุงธนบุรี ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 600,000 บาท เพียง 1 ปี ราคาเพิ่มขึ้นถึง 9.1% และในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 11.0% อันดับที่ 5 ทำเล F5-1 ถนนรัชดาภิเษก-ห้วยขวาง ราคาปัจจุบันตารางวาละ 650,000 บาท โดยในระยะเวลา 1 ปี ราคาเพิ่มถึง 8.3% และในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 10.9% อันดับที่ 6 ทำเล I1-3 ถนนอโศก-ดินแดง ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 450,000 บาท โดยในระยะ 1 ปี ราคาเพิ่มถึง 12.5% และในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 10.3%

อันดับที่ 7 ทำเล I3-6 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 450,000 บาท ในระยะเวลา 1 ปี ราคาเพิ่มถึง 12.5% และในรอบ 6 ปีนับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 10.3% อันดับที่ 8 ทำเล H2-1 สำโรง-สุขุมวิท 107 ราคาปัจจุบันตารางวาละ 250,000 บาท ใน 1 ปี ราคาเพิ่มถึง 8.7% ในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 10.1%

อันดับที่ 9 ทำเล I2-1 ถนนเจริญกรุง ซอย 1 ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 650,000 บาท ในรอบ 1 ปี ราคาเพิ่มถึง 8.3% และในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 9.8%

อันดับที่ 10 ทำเล I3-5 ถนนสุขุมวิท 71 ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 350,000 บาท ในระยะ 1 ปี ราคาเพิ่มถึง 16.7% และในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 9.8% อันดับที่ 11 ทำเล I3-3 ถนนพระราม 4 กล้วยน้ำไท ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 400,000 บาท ในระยะเวลา 1 ปี ราคาเพิ่มถึง 14.3% และในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 8.9% อันดับที่ 12 ทำเล H3-1 ศรีนครินทร์-บางนา ราคาปัจจุบัน ตารางวาละ 160,000 บาท ในเวลา1 ปี ราคาเพิ่มถึง 10.3% ในรอบ 6 ปี นับแต่ปี 2555 ราคาเพิ่มขึ้นปีละ 8.1%

 

“ไทยประกัน” หาทุนให้ “เด็กหัวใจพิการ”

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952802


นางสาวภาสินี ปรีชาธนาพล ผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการและเลขานุการมูลนิธิ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” เปิดเผยว่า เพื่อมอบโอกาสการให้ชีวิตใหม่ และในวาระฉลองครบ 75 ปี ของบริษัทไทยประกันชีวิต จึงได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ในโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก”

มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งปัจจุบันมีเด็กป่วยด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดถึง 8,000 รายต่อปี และมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายอยู่ในเกณฑ์ที่สูง รายละ 200,000 บาท ทำให้เด็กบางคนขาดโอกาสเข้าถึงการรักษา ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2562 เพื่อใช้ในการผ่าตัดเด็กจำนวน 36 ราย รวมค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งสิ้นจำนวน 7,200,000 บาท โดยกิจกรรมระดมจัดหาทุนกิจกรรมแรก เป็นการจัดดินเนอร์การกุศล เชิญชวนพันธมิตรทางธุรกิจจำนวน 16 บริษัท ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์และส่งมอบให้กับกองทุน New Life ของโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช เพื่อใช้ในการผ่าตัด โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โดยสามารถระดมเงินบริจาคทั้งสิ้นจำนวน 2,000,000 บาท

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคโดยการโอนเงินเข้าบัญชี มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ (กองทุนเพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาอาคารไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก เลขที่บัญชี 684-1-06364-0 ซึ่งใบเสร็จรับเงินนำไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ สอบถามเพิ่มเติม โทร.0-2247-0247 ต่อ 3624-5

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 26/05/60

Published May 27, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952762


%d bloggers like this: