รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ “จ่าแซม” ไม่ธรรมดา!

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/335051

รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ “จ่าแซม” ไม่ธรรมดา!

คนในข่าว  :  17 ก.ค. 2561
จ่าแซม,สมาน กุนัน,13 ชีวิต,หมูป่าอคาเดมี

อยากรู้กันไหมว่า เจ้าหน้าที่ลักษณะคล้ายฝ่ายรักษาความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิ ในชุดสีน้ำเงินเข้ม หมวกแบเร่ต์สีแดงเลือดหมู ที่ฮีโรจ่าแซม ทำมานั้น ไม่ธรรมดายังไง?

          ยังคงส่งความอาลัยไปยังวีรบุรุษถ้ำหลวงผู้ล่วงลับ นาวาตรี สมาน กุนัน หรือที่เราเรียกกันว่า “จ่าแซม” ผู้เป็นอดีตทหารประจำหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ และอาสาปฏิบัติภารกิจถ้ำหลวงด้วยจิตใจกล้าหาญ แม้จนวาระสุดท้ายของชีวิต

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

          ตามข้อมูลของเขา พบว่า ก่อนที่จะมาเสียชีวิตนั้น เขาได้ลาออกจากราชการมาปฏิบัติงานเป็น เจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

          หลายคนอาจอยากรู้ว่า หน้าที่นี้นั้น จริงๆ แล้ว เนื้องาน พวกเขาทำอะไรกันบ้าง ค้นไปค้นมา ต้องพบกับความอึ้งและทึ่ง เพราะหน้าที่ของ “เจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย” นั้นไม่ธรรมดา ไม่ได้มาง่ายๆ และไม่ใช่ทุกคนจะเป็นได้!

          หากใครไปสนามบินสุวรรณภูมิ อาจสังเกตเจ้าหน้าที่ลักษณะคล้ายฝ่ายรักษาความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิ ในชุดสีน้ำเงินเข้ม หมวกแบเร่ต์สีแดงเลือดหมู มีอาวุธปืน บางครั้งเราจะเห็นพวกเขานั่งอยู่ในเค้าท์เตอร์กลมๆ หรือไม่ก็ใช้รถ 2 ล้อลาดตะเวนในสนามบิน

          นั่นแหละคือ เจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย หน้าที่ซึ่งจ่าแซมปฏิบัติอยู่ก่อนหน้านี้!!

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

          แต่ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้อีกมากมาย ที่ค้นคว้ามาเล่าสู่กันฟัง

          โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยหัวข้อ A Study of Airport Passenger Satisfaction for Improving Security Center Division at Suvarnabhumi Airport ซึ่งปรากฏในเวบไซต์ http://www.research-system.siam.edu ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่ของ ส่วนตระเวนระงับเหตุ สังกัดฝ่ายรักษาความปลอดภัยไว้ดังนี้

จุดประสงค์

          1.เพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำใดๆ อันขัดต่อกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อวินาศกรรมและการก่ออาชญากรรมใดๆ ต่อเครื่องบินโดยสารและผู้เกี่ยวข้อง

          2.เพื่อป้องกันมิให้มีการนำอาวุธปืน วัตถุระเบิด อุปกรณ์การวางเพลิง และวัตถุอันตรายต่าง ๆ เข้ามาในเขตพื้นที่หวงห้ามและพื้นที่ควบคุมโดยเด็ดขาด

          3.เพื่อตัดช่องโอกาสในการกระทำผิดของบุคคลใดๆ ที่มุ่งกระทำต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกเข้าไปภายในเขต Airside, พื้นที่หวงห้าม (Restrict Area) และพื้นที่ควบคุม (Control Area)

          4.เพื่อให้สามารถเข้าระงับเหตุอันขัดต่อกฎหมายและความไม่สงบเรียบร้อยด้วยความรวดเร็วและถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรี ภาพของผู้เกี่ยวข้องตลอดจนภาพลักษณ์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          5.เพื่อรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่ภายในเขตท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยมาตรการเชิงรุก

          6.เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์อันทันสมัยและเทคนิคต่างๆ มาใชในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเหตุร้ายและระงับเหตุ

อำนาจหน้าที่

          1. ถวายการอำนวยความสะดวกแด่องค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์และพระราชอาคันตุกะ

          2.รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          3.รักษาความปลอดภัยในงานราชพิธี งานรัฐพิธี งานประเพณี งานการกุศล มหกรรมหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้พื้นที่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          4.ตระเวนตรวจตราดูแลรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยในชีวิตและทรัพย์สินภายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          5.บรรเทาระงับเหตุร้ายหรือการกระทำอื่นใดที่กระทบกระเทือนต่อการรักษาความปลอดภัยหรือเป็นการแทรกแซงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อกิจการการบินพาณิชย์หรือต่อบุคคลและสถานที่ใดๆ ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          6.ปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินและแผนเผชิญเหตุตามที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกำหนด

          7.ดำเนินการป้องปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามกฎหมาย

          8.แสวงหาความร่วมมือจากหน่วยต่าง ๆ ตลอดจนร่วมมือกบั หน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในสังกัด ทอท.และนอกสังกัด ทอท.ในการตรวจตราและระงับเหตุภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          9. ประสานการปฏิบัติและให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติ

          10. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรืองานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

          11. รวบรวมสถิติ ข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาความปลอดภัยภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างมีระบบ

          ต้องร้อง “โอ้โห” กันเลยทีเดียว เพราะงานของจ่าแซมนั้น ไม่ใช่คนธรรมจะทำได้!!

          มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่จะสมัครเข้ามาทำงานนี้ ต้องผ่านการสอบคัดเลือกอย่างสุดหิน โดยหากไปส่องตามสถาบันกวดวิชา ที่มีการประชาสัมพันธ์แนวข้อสอบแก่ผู้ที่สนใจสมัครสอบ ได้ระบุถึงแนวข้อสอบปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัย ส่วนตระเวนระงับเหตุ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด AOT ดังนี้

          1.ความรู้เกี่ยวกับ-บริษัท-ท่าอากาศยานไทย-จำกัด-มหาชน

          2.แนวข้อสอบเกี่ยวกับบริษัทท่าอากาศยานไทย

          3.แนวข้อสอบ พรบ.การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

          4.ความสามารถด้านการคิดตัวเลข

          5.ความสามารถด้านภาษาไทย

          6.แนวข้อสอบความถนัดทางเชาว์ปัญญา Aptitude Test

          7.แนวข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ

          8.สรุปข่าวเด่น และแนวข้อสอบ ความรู้ทั่วไป-เกี่ยวกับสังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-การกีฬา

          9.แนวข้อสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

          10.แนวข้อสอบระเบียบว่าด้วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ

          11.แนวข้อสอบการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544

          12.แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

          13.เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ ที่่มีเรื่องของเชาวน์ปัญญาและความถนัดต่างๆ (ข้อมูลจาก http://www.แนวข้อสอบราชการไทย.com)

          ทั้งนี้ แนวข้อสอบความถนัดทางเชาว์ปัญญา Aptitude Test (คือ ระบบการทดสอบที่ใช้ในการประเมินว่าบุคคลจะมีปฏิกิริยาในสถานการณ์ต่างๆอย่างไร โดยจะแบ่งออกเป็นหลายหัวข้อเช่น Numerical Test (การวัดทักษะด้านตัวเลข), Perceptual Test(การวัดทักษะด้านการรับรู้), Spatial Test(การวัดทักษะด้านมิติสัมพันธ์) ซึ่งข้อสอบประเภทนี้ใช้ในการสอบเข้านักบินและลูกเรือแทบทุกสายการบิน

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

ภาพจากเฟซบุค TakeOff – Let’s Fly Together.

         ขณะที่ในสังคมออนไลน์ อย่าง เวบไซต์พันทิป มีผู้มาแสดงความคิดเห็นกล่าวถึงงานในตำแหน่งนี้ไว้ เช่น

        “ส่วนใหญ่จะเป็นทหาร ตำรวจเก่าทั้งนั้น จบซีล รีคอน ก็เยอะ”

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

         “เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ ข้าราชการแต่อย่างใด อาจมีอดีตเจ้าหน้าที่มือดีจากหลายหน่วยงานมาทำหน้าที่ตรงนี้”

   รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

          “…การรับสมัคร มี 3 ส่วนหลักคือๆ 1.การสอบข้อเขียน (ตรรกศาสตร์,การคิด,เชาว์ปัญญา,ภาษาต่างประเทศ,เหตุการปัจจุบัน และอื่นได้ 2.การทดสอบร่างกาย ดึงข้อ ลุกนั่ง วิ่งเก็บของ วิ่ง50เมตร วิ่ง1,200เมตร แต่ละปีสถานีการทดสอบและเกณฑ์การทดสอบจะแตกต่างกันออกไป และ3.การสอบสัมภาษณ์…” (ข้อมูลจาก https://pantip.com/topic/36133745)

          เห็นแล้ว อึ้งจริงๆ!! ว่างานนี้ ไม่ธรรมดา และคนที่จะมาทำหน้าที่นี้ก็ระดับมือพระกาฬคนหนึ่งก็ว่าได้!!

          “จ่าแซม” ฮีโร่ของพวกเราก็เช่นกัน!

000

         สำหรับ “นาวาตรี สมาน กุนัน” ผู้สละชีพกลางถ้ำหลวงนั้น จบหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม หน่วยซีล รุ่นที่ 30 วัย 38 ปี แต่มาร่วมกู้ภัยช่วย 13 ชีวิต โดยเข้ารับภารกิจวันที่ 5 ก.ค. 2561 ให้ลำเลียงขวดอากาศ จากโถง 3 ไปยังจุดต่างๆ บริเวณสามแยก

         ทั้งนี้ เขาเริ่มดำน้ำเมื่อเวลา 20.37 น.เมื่อเสร็จภารกิจ ขณะดำน้ำกลับได้หมดสติในน้ำ คู่ดำน้ำได้ทำการปฐมพยาบาล(CPR) แต่ไม่ได้สติ จึงนำกลับมายังโถงสามเพื่อปฐมพยาบาลอีกครั้ง

          แต่ จ.อ.สมาน ก็ไม่ได้สติและเสียชีวิตลงเวลาประมาณ 01.00 น วันที่ 6 ก.ค.2561 ทีมงานจึงได้นำพาร่างออกมาถึงหน้าถ้ำและส่งไปยัง ร.พ.ค่ายพญาเม็งรายมหาราช

         จ่าแซม อายุ 38 ปี ปกติเป็น จนท.ตระเวนระงับเหตุฝ่าย รปภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บ.ท่าอากาศยานไทย

         จ่าแซมเคยคว้าแชมป์โอเวอร์วอล หรือการแข่งขันกีฬาผจญภัย รายการ “ดิไอบิสเกาะสมุย โทรฟี่ 2110 “ครั้งที่ 2 และวิ่งหรรษา จากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 103 ทีม

         ล่าสุด วันที่ 14 ก.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการพระราชทานเพลิงศพ นาวาตรี สมาน กุนัน ป.ช. ณ เมรุวัดบ้านหนองคู อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด

  ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ นาวาตรี เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ จ่าแซมที่เสียสละอุทิศตนปฏิบัติงานช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชน และผู้ฝึกสอน ทีมหมูป่าอะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และได้เสียชีวิตขณะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2561

เพื่อตอบแทน คุณความดีของนาวาตรี สมาน กุนัน และเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลสืบไป

//////////////////

เครดิต

http://www.research-system.siam.edu

เฟซบุค TakeOff – Let’s Fly Together.

https://pantip.com/topic/36133745

Advertisements

เปิดประวัติ… “โค้ชเอก” ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/333192

เปิดประวัติ… “โค้ชเอก” ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

คนในข่าว  :  3 ก.ค. 2561
โค้ชเอก,เอกพล จันทะวงษ์,ทีมหมูป่า,ถ้ำหลวง,โค้ชนพ,หมูป่าอะคาเดมี,วัดพระธาตุดอยเวา,ฮีโร่,ประวัติ

ในบรรดา “ฮีโร่” หลายคนที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการที่ถ้ำหลวง หลายคนบอกว่า “โค้ชเอก” น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น มาดูทำความรู้จักเขากัน…

                ในปฏิบัติการตามหานักฟุตบอลเยาวชนและโค้ช ทั้ง 13 ชีวิต ที่ถ้ำหลวง ได้เกิด “ฮีโร่” ขึ้นมากมาย ในจำนวนนั้นน่าจะรวมถึงคนที่ทำให้เด็กๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ภายในถ้ำได้ถึง 10 วัน คือ “โค้ชเอก” เอกพล จันทะวงษ์

                “โค้ชเอก” วัย 25 ปี เป็นผู้ใหญ่คนเดียวในจำนวน 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง อ.แม่สาย จ.เชียงราย

                ในช่วงแรกที่ปรากฏข่าวออกมา ต้องยอมรับว่ามีเสียงตำหนิ “โค้ชเอก” ว่าพาเด็กๆเข้าไปได้อย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งนานวันเท่าไหร่ ความหวังที่เด็กๆจะรอดปลอดภัย ยิ่งพุ่งมาที่ “โค้ชเอก”

                และมีเสียงพูดออกมามากขึ้นๆ ว่า เชื่อมั่นว่า “โค้ชเอก” จะดูแลน้องๆให้มีชีวิตรอดได้

                ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

                เหตุผลแรก น่าจะเป็นเพราะที่ผ่านมา “โค้ชเอก” แสดงให้เห็นว่าเขามีความรักความหวังดีให้กับเด็กๆ “ทีมหมูป่า” จริงๆ เขาทุ่มเทดังนั้นเขาย่อมต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลเด็กๆ

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

                “โค้ชนพ” นพรัตน์ กันฑะวงศ์ หัวหน้าโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี หัวหน้าโค้ชเอก ให้สัมภาษณ์คมชัดลึกออนไลน์ หลังข่าวดีการพบตัวทั้ง 13 ชีวิตว่า “ผมมั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่าโค้ชเอกจะต้องสามารถดูแลเด็กๆได้”

                ทั้งนี้หากใครที่ติดตามกรณีนี้มาตลอด จะเห็นว่า “โค้ชนพ” ให้สัมภาษณ์แสดงความมั่นใจในตัวโค้ชเอกมาตั้งแต่วันแรกๆจริงๆ

                ถ้าถามว่าทำไมโค้ชนพ มีความมั่นใจในตัวโค้ชเอกขนาดนั้น ก็คงต้องย้อนไปตั้งแต่วันแรกๆที่โค้ชเอกเข้ามาอยู่กับทีมหมูป่า

                “เมื่อสักปี 2556-2557 ผมชวนโค้ชเอกเข้ามาช่วยดูแลเด็กในทีม หลังจากเพิ่งตั้งทีมหมูป่าขึ้นมา หลังจากเห็นเขามาออกกำลังกาย มาเล่นฟุตบอลที่สนามกีฬากลาง อ.แม่สาย อยู่เป็นประจำ ซึ่งผมก็พาเด็กๆในทีมไปฝึกซ้อมที่นั่น พอรู้ว่าเขาชอบฟุตบอลจึงชวนมา และเขาก็เป็นคนที่รักเด็กมาก หลังจากเข้ามาช่วยดูแลทีม ตอนหลังเขาก็ขอเป็นคนดูแลทีมหมูป่ารุ่นเล็กสุด คือรุ่นอายุ 11-13 ปี ความที่เขาเป็นคนรักเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาเขาดูแลน้องๆอย่างดี และสนิทกับน้องๆมาก ทำให้ผมมั่นใจ” โค้ชนพ บอก

                อีกเหตุผลที่สำคัญ คือ “โค้ชเอก” สนใจและศึกษาเรื่องการท่องเที่ยวแนวผจญภัย และที่ผ่านมาโค้ชเอกกับเด็กๆก็เคยไปเที่ยวในถ้ำหลวงกันมาแล้วหลายรอบ

                ถึงแม้ว่า “โค้ชนพ” จะบอกว่า เขาไม่ทราบเรื่องที่โค้ชเอกเคยพาเด็กๆไปเที่ยวถ้ำ และสำหรับครั้งนี้ถ้าทราบก็คงไม่ให้ไป แต่อย่างไรก็ตามหัวหน้าโค้ชทีมหมูป่า บอกว่า ถือว่าโชคดีที่โค้ชเอกอยู่กับเด็กๆด้วย โดยเฉพาะเมื่อได้ยินข้อมูลว่า เด็กๆและโค้ชประทังชีวิตด้วยน้ำที่หยดจากในถ้ำ และพยายามอยู่นิ่งๆให้มากที่สุดเพื่อรักษาพลังงานในร่างกาย

                “ถ้าเป็นผมคงไม่สามารถดูแลน้องๆได้ดีเท่าโค้ชเอก เพราะผมไม่รู้ความรู้เกี่ยวกับการเดินถ้ำเลย ถ้าเป็นผม ไม่เป็นใจว่าจะอยู่ได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกหรือเปล่า แต่ดูจากสภาพน้องๆที่ปรากฏออกมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าการเอาชีวิตรอดของพวกเขาสุดยอดจริงๆ”

                “ต้องยกความดีทั้งหมดให้กับโค้ชเอก เขาเป็นยิ่งกว่าฮีโร่ของพวกเรา เขาอายุแค่ 25 ปี แต่สิ่งที่เขาทำยิ่งใหญ่ เคารพหัวใจของผู้ชายคนนี้เลย” โค้ชนพ กล่าวกับคมชัดลึกออนไลน์

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

                “ในปฏิบัติการครั้งนี้ มีฮีโร่หลายคนโค้ชเอกก็คือฮีโร่คนหนึ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้” โค้ชนพ กล่าวย้ำ

โค้ชนพเล่าถึงชีวิตของโค้ชเอกว่า กำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ต่อมาได้ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่ลำพูน 8 ปี และเรียนทางธรรมไปด้วยจนจบนักธรรมเอก

                ปัจจุบันนอกจากทำหน้าที่เป็นโค้ชทีมหมูป่า ซึ่งเป็นโค้ชที่ผ่านการอบรมในหลักสูตร ที ไลเซนต์ แล้ว โค้ชเอกยังช่วยทำงานที่วัดพระธาตุดอยเวา ต.เสียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้วย

                คมชัดลึกออนไลน์ ได้ต่อสายไปพูดคุยกับ “พระครูสัทธรรมโกวิท” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยเวา ทำให้ได้ข้อมูลที่สนใจเกี่ยวกับ “โค้ชเอก” มากขึ้นไปอีก

                “โค้ชเอกช่วยเหลืองานวัดอย่างดีทำงานอยู่กับวัดมาประมาณ 3 ปีแล้ว วัดไม่ได้มีเงินเดือนให้ แต่ให้ค่าตอบแทนบ้างเป็นครั้งคราว อยู่ด้วยกันเหมือนช่วยเกื้อกูลกันไป เขาเป็นที่รักของทุกคนที่วัดรวมทั้งญาติโยมที่มาทำบุญที่วัด เพราะเป็นเด็กดีใจกว้าง มีน้ำใจ บางครั้งที่วัดมีงานก็เอาเด็กๆในทีมมาช่วย เป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ร่างกายแข็งแรงมากๆ ทำงานไม่ค่อยเหนื่อย ไม่เคยเจ็บป่วยถึงขั้นต้องไปหาหมอ ตอนนี้ยังมีญาติโยมจากกรุงเทพ 7-8 คน มารอฟังข่าวอยู่ มาสวดมนต์ให้ตั้งแต่ 3-4 วันแรก”

                เจ้าอาวาสฯ บอกต่ออีกว่า ปกติโค้ชเอกจะเดินทางไปๆมาๆระหว่างที่วัดกับฝั่งพม่าเพื่อกลับไปดูแลย่า

                “โค้ชเอกเป็นชาวพม่า เชื่อสายไทยใหญ่ เขาเดินทางเข้าออกประเทศไทยด้วยพาสปอร์ต” เจ้าอาวาสบอกข้อมูลเกี่ยวกับโค้ชเอกที่หลายคนก็อาจจะเพิ่งทราบ

                พระครูสัทธรรมโกวิท ให้ข้อมูลอีกว่ากิจวัตรประจำวันของโค้ชเอก คือ ตอนเช้าประมาณ 9- 10 โมง ก็จะมาช่วยงานที่วัด จนถึงประมาณบ่าย 3-4 โมง จากนั้นตอนเย็นไปช่วยฝึกสอนฟุตบอลให้เด็กๆ ตอนค่ำถ้าที่วัดมีงานก็มาช่วย ช่วยทุกอย่างรวมไปถึงการร่วมกิจกรรมสวดมนต์ ปฏิบัติธรรมกับญาติโยม ถ้าวันไหนไม่สะดวกกลับไปฝั่งพม่าก็จะพักที่วัดซึ่งมีที่พักให้

                เจ้าอาวาสฯ เล่าอีกว่า โค้ชเอกเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง และชอบกิจกรรมที่ฝึกความอดทน และถ้ามีเวลาโค้ชเอกก็จะพาเด็กๆในทีมฟุตบอลไปฝึกความอดทน โดยโค้ชเอกเคยบอกว่าอยากให้เด็กฝึกความอดทนอยู่ตลอด ไม่ใช่ไปฝึกตอนที่จะถึงเวลาแข่งเท่านั้น บางครั้งก็มาขออนุญาตพาเด็กๆปั่นจักรยานไปในที่ต่างๆ

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

                “อาตมาเชื่อว่า ความที่โค้ชเอกเป็นคนที่อยู่กับวัดมาตลอดตั้งแต่เด็ก มีการปฏิบัติธรรมทำสมาธิ สิ่งนี้น่าจะช่วยโค้ชเอกได้เยอะตอนที่ติดอยู่ในถ้ำ เพราะนอกจากร่างกายที่แข็งแรงแล้ว เรื่องจิตวิทยา เรื่องสมาธิ เรื่องคำพูด และจิตใจที่เข้มแข็งก็เป็นเรื่องที่สำคัญด้วย”

                ใครที่มีคำถามว่า 10 วัน ที่ผ่านมา เด็กๆและโค้ชอยู่กันอย่างไรในถ้ำ ถึงตอนนี้คงจะพอได้คำตอบบ้างแล้ว…

=================

เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

รู้ป่าว ?? ผู้ว่าฯเชียงราย “ตงฉิน” จนโดนเด้ง !!??

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/332664

รู้ป่าว ?? ผู้ว่าฯเชียงราย “ตงฉิน” จนโดนเด้ง !!??

คนในข่าว  :  30 มิ.ย. 2561
ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร,ผู้ว่าเชียงราย,ตงฉิน,ถูกเด้ง,พะเยา,ถ้ำหลวง,ทีมหมูป่า,13 ชีวิต,คำสั่งหัวหน้า คสช 202560,สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

จะมีกี่คนที่รู้ว่า “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ผู้ว่าฯเชียงราย ขวัญใจผู้คนทั่วประเทศในปฏิบัติการค้นหา “ทีมหมูป่า” โดนสั่งย้ายไปเป็นผู้ว่าฯพะเยาแล้วตั้งแต่ เม.ย.

               นาทีนี้แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาคนนี้ “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่ตอนนี้สวมบทบาทเป็น “แม่ทัพ” ในปฏิบัติการค้นหานักฟุตบาลเยาวชนและโค้ช รวม 13 ชีวิต ที่ถ้ำหลวง ที่กลายเป็นขวัญใจของผู้คนทั้งประเทศไปแล้ว

               ผู้ว่าฯเชียงรายคนนี้มาอยู่ในโฟกัส เริ่มมาจากคลิปที่เขาให้นโยบายการทำงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาในปฏิบัติการค้นหานักฟุตบอล “ทีมหมูป่าอะคาเดมี” ในครั้งนี้ ซึ่งมีวลีเด็ดที่สะดุดหัวใจผู้ได้ยินได้ฟัง

               “ใครที่บอกว่าไม่เสียสละพอที่จะทำงาน ใครจะกลับบ้านไปนอนกับลูกกับเมีย เชิญเซ็นชื่อแล้วออกไปเลย ผมไม่รายงานใครทั้งสิ้น ใครจะทำงาน วันนี้ขอให้พร้อมทุกนาที ให้คิดว่าเขาเป็นลูกเรา”

               และตลอดห้วงเวลาวิกฤตในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทราบว่าเด็กๆและโค้ชทั้ง 13 ชีวิตติดอยู่ในถ้ำหลวงตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่เพียงแค่พูด แต่ทุ่มเทและใส่ใจกับปฏิบัติการครั้งนี้จริงๆ

               “มีคนถามว่าทำไมผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตลอด…มันเหมือนแม่ทัพ รบแล้วเรากำลังจะพ่ายแพ้ เราจะเสียพื้นที่ ถ้าแม่ทัพไม่ยืนอยู่ข้างหน้า ใครจะไปช่วยแม่ทัพรบ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสู้กันตลอด เราจะเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้ายังไง เราก็จะสู้กันตลอด” คำพูดของผู้ว่าฯ ในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน

รู้ป่าว ?? ผู้ว่าฯเชียงราย "ตงฉิน" จนโดนเด้ง !!??

               หลังได้เห็นการทำงานของผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ผู้คนโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียต่างชื่นชมและมีการไปค้นประวัติของท่านมาแบ่งปันกัน จากประวัติการศึกษาและการทำงาน ยิ่งทำให้มีคนบอกว่าผู้ว่าฯคนนี้ “อยู่ถูกที่ถูกเวลา” ถูกเวลาจริงๆ

               ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีถึง 4 ใบ แต่ที่น่าสนใจเพราะน่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย คือ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

               และในระดับปริญญาโทท่านสำเร็จการศึกษา Master of Science (Geodetic Science and Surveying) จาก The Ohio State University ประเทศสหรัฐอเมริกา

               ส่วนเรื่องประวัติการทำงานนั้น ท่านเติบโตมาในกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งงานในระยะหลังคือ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีทำแผนที่ กรมที่ดิน, ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสำรวจ กรมที่ดิน, และ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 20/2560 (คลิกอ่านรายละเอียด) เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นคำสั่งแต่งตั้งอันเนื่องมาจากมาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่าง การถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว

               โดยครั้งนั้นเขาได้รับแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งแทน “บุญส่ง เตชะมณีสถิตย์” ที่ถูกสั่งให้ไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

               นั่นหมายความว่า ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คือ การก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ ครั้งแรกของ “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร”

               อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปดูข่าวเกี่ยวกับผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ก่อนหน้านี้นิดนึงจะพบข่าวที่อาจจะทำให้หลายคนตกใจ โดยเฉพาะชาวจังหวัดเชียงรายบางคนที่ยังไม่ทราบข่าว

               นั่นคือ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยระดับสูง ตามที่ทางกระทรวงเสนอ จำนวน 12 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ว่าฯเชียงรายรวมอยู่ด้วย

               ในคำสั่งดังกล่าว “ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์” ถูกย้ายให้เป็นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ซึ่งต้องถือว่าเป็นการลดเกรด เพราะจังหวัดพะเยาเป็นจังหวัดที่เล็กกว่าเชียงราย (คลิกอ่านรายละเอียด)

               ทั้งนี้เนื่องจากคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นต้นไป ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างรอพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ จึงยังทำหน้าที่อยู่ที่เชียงรายต่อไปก่อน

               แน่นอน ย่อมมีคนอยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ผู้ว่าฯ ที่วันนี้คนทั่วประเทศประทับใจในการทำหน้าที่ของท่าน ถูกย้าย?

               ในช่วงที่มีคำสั่งโยกย้าย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผล ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงและผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 12 ตำแหน่งนั้นว่า มี 3 ข้อ คือ หนึ่ง คือครบวงรอบตามแผนการแต่งตั้งโยกย้ายกลางปี, การพิจารณาจากผลงานหรือข้อบกพร่องในพื้นที่ และการพิจารณาโดยหวังผลทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

               อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่า การที่ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ถูกย้าย เนื่องมาจากเขาเป็นเป็นคน “ตงฉิน” ไม่ยินยอมให้กับเรื่องที่มีความไม่ถูกต้อง

               เมื่อไล่ย้อนดูข่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้ว่าฯเชียงรายคนนี้ต่อไปอีก จะพบข่าวใหญ่ของเมืองเชียงรายในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือ “ผู้ว่าฯเชียงราย ไม่อนุมัติสร้าง “อนุสาวรีย์พญามังราย” บนเกาะกลางแม่น้ำกก โดยให้เหตุผลว่าเป็นการรุกลำน้ำ หากเซ็นก็เท่ากับทำผิดไปด้วย”

               ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณที่มาจากงบอัดฉีดเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 32 ล้านบาท

               ครั้งนั้น ผู้ว่าฯเชียงรายให้เหตุผลในการไม่อนุมัติโครงการ ว่า ไม่อาจให้ที่ดินบนเกาะกลางแม่น้ำกกเพื่อดำเนินโครงการได้เพราะผิดกฎหมาย หากอนุมัติก็อาจต้องถูกดำเนินคดี งบประมาณนี้สามารถผันไปใช้เป็นพัฒนาด้านอื่นได้กว่า 31 โครงการ เช่น ถนน แหล่งน้ำ แต่ปรากฎว่าก็ไม่เอากัน

               “ผมเป็นผู้ว่าฯ ผมมีหน้าที่คุมทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎกติกา ท่านรู้ไหมเชียงรายที่ผ่านมาศักยภาพมันควรจะเจริญขนาดไหน งบประมาณ 100 บาทมันควรจะลงให้ถึง 100 บาทหรืออย่างน้อย 90 บาท วันนี้ลงแค่ 30-40 บาท เขาถึงส่งผมมา วันนี้ 20 กว่าโครงการผมเซ็นไม่ได้เพราะมันผิดกติกาหมด ผมยอมไปที่ไหนก็ได้แต่ผมจะไม่ยอมเซ็นต์โครงการที่ผิดเพราะรู้ว่าผิด ผมยอมย้ายไปที่ไหนก็ได้ถ้าไปแล้วไม่ปวดหัวอย่างนี้” คำพูดของผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ที่ถูกบันทึกไว้

               สุดท้าย ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ก็ถูกสั่งย้ายพ้นจังหวัดเชียงรายจริงๆ !!

======================

เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

สหกรณ์การเกษตรนาโยง มั่นใจเร่งระบายมังคุดสู่ตลาดได้ทันเวลา

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335807

สหกรณ์การเกษตรนาโยง มั่นใจเร่งระบายมังคุดสู่ตลาดได้ทันเวลา

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สหกรณ์การเกษตรนาโยง มั่นใจเร่งระบายมังคุดสู่ตลาดได้ทันเวลา 

            สหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จังหวัดตรัง ระดมกำลังเครือข่ายสหกรณ์ช่วยเร่งระบายมังคุดในพื้นที่ออกสู่ตลาด มั่นใจสามารถดำเนินการได้ทันเวลา เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัว หวังบรรเทาปัญหาช่วยเกษตรกร

นายยุทธนากรณ์  เพ็ชรสุทธิ หัวหน้าฝ่ายตลาดสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จังหวัดตรัง เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคามังคุดในจังหวัดตรัง ว่า ขณะนี้มีการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิตมังคุดของจังหวัดตรังในปีนี้ค่อนข้างเยอะกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-15 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของมังคุด  ปัจจุบันพ่อค้าในพื้นที่ได้รับซื้อจากเกษตรกรราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่สหกรณ์ได้เข้าไปรับซื้อในราคานำตลาดที่กิโลกรัมละ 15 บาท เพื่อช่วยพยุงราคาผลผลิตไม่ให้ต่ำจนเกินไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร   ซึ่งการที่สหกรณ์เปิดจุดรับซื้อมังคุดของสมาชิกในราคากิโลกรัมละ 15 บาท ทำให้สมาชิกมีความพึงพอใจและเชื่อมั่นว่าสหกรณ์ได้เข้ามาช่วยรองรับผลผลิตและมีตลาดที่จะส่งมังคุดไปจำหน่ายในพื้นที่ต่าง  ๆ  และคาดว่าอีกประมาณ  2 สัปดาห์ มังคุดน่าจะหมดฤดูกาล ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะหมดฤดูกาลราคาน่าจะปรับขึ้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วยเหลือเกษตรระยะเร่งด่วน เนื่องจากมังคุดออกมาจำนวนมาก สหกรณ์จึงรวบรวมผลผลิตมังคุดจากสมาชิก เพื่อเร่งระบายมังคุดออกสู่ตลาด โดยส่งให้ขายกับสหกรณ์การเกษตรโนนสูง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสหกรณ์คู่ค้า และเพิ่งเริ่มรวบรวมผลผลิตเป็นปีแรก จึงยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์การรวบรวมผลผลิตมากนัก ดังนั้น จึงเริ่มจากการคัดแยกมังคุดคละไซน์จัดส่งให้กับสหกรณ์การเกษตรโนนสูง จำกัด             ช่วยกระจายผลผลิตไปยังสหกรณ์ต่าง  ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อช่วยกันจำหน่ายมังคุดของจังหวัดตรัง               โดยสหกรณ์จะส่งล๊อตแรกประมาณ 1,500 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งเบื้องต้นได้บรรจุลงตะกร้าขนส่งผลไม้เสร็จแล้ว และพร้อมจะขนส่งไปถึงสหกรณ์การเกษตรโนนสูง จำกัด ในวันที่ 20 กรกฎาคม นี้ และคาดว่าในล๊อต ที่ 2 น่าจะรวบรวมได้ปริมาณเพิ่มมากขึ้น และล็อตที่ 3 น่าจะระบายมังคุดได้หมดทันฤดูกาลและคาดว่าจะกระจายออกสู่ตลาดได้จนหมดและทันเวลาพอดี

ส่วนการวางแผนการบริการจัดการผลผลิตมังคุดนั้น หลังจากระบายมังคุดหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดจะรวบรวมปัญหาอุปสรรคทั้งหมด เสนอต่อคณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้มีการจัดอบรมให้ความรู้                 ในเรื่องนวัตกรรมการเก็บเกี่ยวมังคุดอย่างถูกวิธีให้แก่สมาชิก เพื่อให้สมาชิกรักษาคุณภาพมังคุด ตลอดจนลดความเสียหายในการเก็บเกี่ยว เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ ซึ่งการดูแลและรักษาผลผลิตให้มีคุณภาพจะส่งผลต่อการกำหนดราคาผลผลิตที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรอีกด้วย

ชาวสวนลำไย เร่งเก็บผลผลิตออกจำหน่าย หวั่นราคาดิ่ง

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335777

 ชาวสวนลำไย เร่งเก็บผลผลิตออกจำหน่าย หวั่นราคาดิ่ง

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ลำไย

 ชาวสวนลำไย เร่งเก็บผลผลิตออกจำหน่าย หวั่นราคาดิ่ง

              ผู้สื่อข่าวได้ติดตามกลุ่มเกษตรกรชาวสวนลำไยบ้านแม่กาห้วยเคียนหมู่ 2 ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา เก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยออกจำหน่าย หลังฤดูการผลิต ปี 2561 ซึ่งต่างพึงพอใจ กับราคาที่นำออกจำหน่ายในช่วงระยะนี้ โดยเฉพาะพันธุ์อีดอ ยังมีราคาโดยราคายังไม่ตก ราคาช่วงนี้เกรด 2 เอ ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท ทำให้พึงพอใจกับราคา จึงรีบเก็บส่งออกขายก่อนราคาจะต่ำลงซึ่งในปีนี้ผลผลิตลำไยทั้งจังหวัดมีปริมาณกว่า 2.56 หมื่นตัน

           สำหรับสถานการณ์ลำไยจังหวัดพะเยาเริ่มออกสู่ตลาดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา นั้น พบว่าราคาเริ่มต้นฤดูกาลของลำไยสดร่วงอยู่ที่ กก.ละ 26 บาท ตามเกรด คือ AA 26 บาท A 16 บาท B 6 บาทและ C 1 บาท ซึ่งจากสถานการณ์ราคาดังกล่าว ทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยมีความวิตกว่าราคาลำไยจะลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นในเดือนสิงหาคม 2561

     รายงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยาว่ามีเกษตรกรจำนวน 10,929 ครัวเรือน ที่ปลูกลำไย พื้นที่ปลูกลำไยทั้งหมด 58,060 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน 56,383 ไร่ ประมาณการผลผลิตำไยในฤดูกาล 2561 ออกสู่ตลาด ผลผลิตรวม 25,632 ตัน แบ่งออกเป็นช่วงต่างๆ ดังนี้ วันที่ 11-20 กรกฎาคม 2561 จำนวน 513 ตัน คิดเป็นร้อยละ 2 วันที่ 21-31 กรกฎาคม2561 จำนวน 11,534 ตัน คิดเป็นร้อยละ 45 วันที่ 1-10 สิงหาคม 2561 จำนวน 8,971 ตัน คิดเป็นร้อยละ 35 วันที่ 11-20 สิงหาคม2561 จำนวน 3,845 ตันคิดเป็นร้อยละ 15 และวันที่ 21-31 สิงหาคม 2561 จำนวน 769 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3

        หากแยกตามเกรด ลำไยเกรด AA ประมาณ 113.15 ตัน A ประมาณ 168.51 ตัน B ประมาณ 52.23 ตัน และ C ประมาณ 23.59 ตัน ทั้งนี้สังเกตพบว่าในเดือนสิงหาคม 2561 โดยเฉพาะช่วงต้น-กลางเดือน จะเป็นห้วงเวลาที่ลำไยมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุด จากนั้นปลายฤดูกาลจะเริ่มลดลง

         นายคำ กันธะคำ อายุ 65 ปี ชาวสวนลำไย บ้านแม่กาห้วยเคียน หมู่ 2 ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา กล่าวว่าตนเองได้ปลูกลำไยพันธุ์อีดอ จำนวน 10 ไร่ ได้ผลผลิตในแต่ละปี ประมาณ5 00-600 กิโลกรัม จะขายได้เงินประมาณร่วมแสนบาท โดยในช่วงนี้ได้เก็บผลผลิตออกจำหน่ายราคากิโลละ 25-30 บาท ซึ่งยังพอใจกับราคาอยู่

2 มหาวิทยาลัยขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่องานวิจัยเกือบ 600 ไร่

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335611

2 มหาวิทยาลัยขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่องานวิจัยเกือบ 600 ไร่

2 มหาวิทยาลัย ขออนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก. รวมเกือบ 600 ไร่ สร้างสถานีวิจัยและพัฒนาเกษตรกร

วันที่ 20 กรกฎาคม 2561  วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โดยมีนายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นเลขานุการ พร้อมด้วย พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย และนางสมพร ทองทั่ว รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และหัวหน้าส่วนราชการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า “ในวาระ การขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่นๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 2 เรื่อง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสร้างสถานีวิจัยลพบุรี สังกัดศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตร ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดลพบุรี ตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี  เนื้อที่ 357-1-96 ไร่ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสร้างสถานีวิจัยและพัฒนาเกษตรกร และศูนย์พัฒนาอาชีพและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 349-1-19 ไร่ นั้น ขอให้มหาวิทยาลัยฯ ทำแผนมาดูว่าการจะใช้ที่ดินของ ส.ป.ก. ตั้งสถาบันวิจัย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน  จะได้ประโยชน์อย่างไร อยากให้นำไปเป็นปัญหาในการวิจัย

โดยในที่ ส.ป.ก. นั้น ต้องเน้นพืชผสมผสาน ไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยว ขอให้ศึกษารายละเอียด เพื่อทำแผนกลับมานำเสนอภายใน 1 เดือน ประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ เกษตรกรต้องได้ประโยชน์ และมหาวิทยาลัยต้องได้ประโยชน์ เช่นกัน

รมช. กษ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ มีเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก 3 เรื่อง คือ 1. ระบบบริหารการปฏิรูปที่ดิน ขณะนี้ ส.ป.ก. มีพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ มีเกษตรกร 2.8 ล้านครัวเรือน ซึ่งที่ดินที่มีอยู่นั้น ได้เสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลาและสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก. จะต้องปฏิรูปการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และปฏิรูปเกษตรกรอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ดินมีเท่าเดิม แต่เกษตรกรมีอายุมากขึ้น คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำการเกษตร ตลาดสินค้าเปลี่ยน การศึกษา      จะเปลี่ยน ส.ป.ก. จะต้องคิดและวางแผนว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทันต่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป         2.การปรับกฎหมายที่บังคับใช้กับ ส.ป.ก. ต้องปรับเปลี่ยนตามสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน และสุดท้าย 3.กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่มีวงเงินอยู่ประมาณ 3,500 ล้านบาท จะปรับการบริหาร ปรับโครงสร้าง  ปรับคนอย่างไร เพื่อให้กองทุนฯ มีศักยภาพในการปฏิรูปงานปฏิรูปที่ดินได้ เป็นเรื่องที่ ส.ป.ก. จะต้องปรับเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”
ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้รายงานความก้าวหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และความก้าวหน้า การดำเนินงานพื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 รายงานความก้าวหน้าการรับคำขอความยินยอมหรือ  ขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามกฎกระทรวง และรายงานผลความก้าวหน้ากรอบแผนงานและงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2562 เป็นต้น

จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335553

จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

สหกรณ์

จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่การพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ รวมทั้งกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ เปิดเวทีให้สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคได้พบกับตัวแทนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์    หวังขยายช่องทางการตลาดให้กับสินค้าสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้กับเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่การพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยและสหกรณ์เครือข่าย เข้าร่วมประชุม 220 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้า            และสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายในการกระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้กับเครือข่าย              ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ยังได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์ที่ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อขยายช่องทางตลาดสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยนำนโยบายการตลาดนำการผลิต ร่วมขาย ร่วมผลิต ร่วมกันคิดแบบเครือข่ายสหกรณ์ มาใช้เป็นนวทางในการพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายที่จะต่อยอดธุรกิจให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือที่รู้จักกันในนาม CDC             ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรและร้านสหกรณ์ ซึ่งกรมฯ ได้ใช้เวลาในการสร้างและพัฒนามากว่า 7 ปี จนถึงปัจจุบัน               มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตั้งอยู่ทั่วประเทศจำนวน 122 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งดำเนินธุรกิจ              ทั้งผลิต แปรรูป และกระจายสินค้าภายในเครือข่าย CDC ด้วยกันเอง เพื่อส่งต่อและกระจายไปสู่ผู้บริโภค และสหกรณ์ร้านค้า                   ที่จำหน่ายสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค แต่สิ่งที่กรมฯอยากจะต่อยอดเพื่อขยายผลจากรูปแบบธุรกิจของเดิม คือ เชิญชวนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์เข้ามามีส่วนร่วมในเป็นช่องทางตลาดให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์  เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์ยังมีกลุ่มผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่ต้องการอุดหนุนสินค้าของสหกรณ์ แต่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยหรือหาแนวทางที่จะร่วมมือกัน

ซึ่งในการประชุมครั้งนี้อาจยังไม่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขาย แต่นับว่าเป็นโอกาสดีที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น เป็นการเปิดตลาดสินค้าสหกรณ์ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ที่เป็นฝั่งผู้บริโภค  ที่จะมาร่วมกันซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ซึ่งสินค้าของสหกรณ์เหล่านี้สามารถนำไปจำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์ของตัวเองได้ นำไปเป็นสวัสดิการของสมาชิกได้อีกด้วย และยังมีสินค้าของสหกรณ์อีกหลายตัวที่เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม เป็นสินค้าออกสู่ตลาดภายนอก ทั้งยังสามารถพัฒนาต่อยอดธุรกิจได้อีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในการเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์ สินค้าที่จะจำหน่ายระหว่างกันมีทั้ง ข้าวสาร กาแฟ นมพร้อมดื่ม ผัก ผลไม้ สมุนไพร หมอนยางพารา และสินค้าแปรรูปต่างๆ ซึ่งผลการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ ได้กำหนดทิศทางในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์กับเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์

โดยสหกรณ์ในเครือข่ายชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ในเขตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1) และเครือข่ายธุรกรรมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 จำนวน 45 แห่ง เข้าร่วมในการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิต และสหกรณ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด โดยได้วางแผนการผลิตและการตลาดด้วยการนำหลักการคิด “การตลาดนำการผลิต” และให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย เป็นแกนนำหลักในการรวบรวมสินค้าคุณภาพกับจากเครือข่าย CDC เพื่อนำมากระจายสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มีพัฒนาต่อยอดสินค้าสหกรณ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพิ่ม QR Code  มีข้อมูลสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าสหกรณ์เป็นข้อมูลที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าของสหกรณ์ และจากนี้จะมีการจัดงานสหกรณ์ผู้ผลิตพบผู้บริโภค รวมทั้งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่นCo-op Click Cooperative Online Product Marketing, Line เป็นต้น ซึ่งการขยายช่องทางการติดต่อ และการสั่งซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่าง ๆ ด้วย

กรมประมง เปิดขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335535

กรมประมง เปิดขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

กระเบน

กรมประมง เปิดขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

           จากการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 และกฎกระทรวง กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ได้เพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำอีก 12 ชนิด ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองท้ายกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์น้ำบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2546

               ได้แก่ ปลากระเบนปีศาจครีบโค้ง (Mobula thurstoni) ปลากระเบนปีศาจครีบสั้น (Mobula kuhlii) ปลากระเบนปีศาจแคระ (Mobula eregoodootenkee) ปลากระเบนปีศาจหางหนาม (Mobula japanica) ปลากระเบนแมนต้าแนวปะการัง (Manta alfredi) ปลากระเบนแมนต้ายักษ์ (Manta birostris) ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบนเจ้าพระยา (Himantura chaophraya) ปลาโรนิน หรือปลากระเบนท้องน้ำ (Rhina ancylostoma) ปลาฉนากเขียว (Pristis zijsron) ปลาฉนากปากแหลม (Anoxypristis cuspidata) ปลาฉนากฟันเล็ก (Pristis pectinata) และปลาฉนากยักษ์ (Pristis pristis) ซึ่งปกติสัตว์ป่าและสัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครองนั้น เป็นสัตว์ที่ห้ามทำการเพาะพันธุ์

               เว้นบางสายพันธุ์เท่านั้นที่ทำการเพาะพันธุ์ได้ ซึ่งสัตว์น้ำตามกฎกระทรวงฉบับนี้มี ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบนเจ้าพระยา (Himantura chaophraya) ที่อนุญาตให้ประชาชนเพาะพันธุ์ได้ ตามกฎกระทรวง กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561

             จากประกาศดังกล่าว กรมประมงในฐานะหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยข้อมูลด้านการค้าสัตว์น้ำหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ควบคุม ตรวจสอบ ออกใบอนุญาต ใบรับรองต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขภายใต้กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงขอแจ้งประชาชนว่า หากท่านใดครอบครองสัตว์น้ำดังกล่าว ทั้งที่มีชีวิตหรือมีซากไว้ครอบครอง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องทำการแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว ซากของสัตว์ป่าคุ้มครองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานประมงจังหวัดในท้องที่ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 29 พฤศจิกายน 2561

             ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ https://www4.fisheries.go.th/fishmanagement สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กลุ่มคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำตามอนุสัญญา โทร.0-2579-9767 ในวันและเวลาราชการ

ฝนหลวงฯ ร่วมสืบสาน “ศาสตร์พระราชา”

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335432

ฝนหลวงฯ ร่วมสืบสาน “ศาสตร์พระราชา”

ฝนหลวง

กรมฝนหลวงฯ ร่วมสืบสาน “ศาสตร์พระราชา” บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 ชู “โครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงฯ” พร้อมบูรณาการร่วมกับ 11 หน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง

วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.30 น. นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ เขื่อนวชิราลงกรณ์ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ร่วมกับ 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ปลูกต้นรวงผึ้งจำนวน 12 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรและถือเป็นมหามิ่งมงคลตลอด 12 เดือน ซึ่งต้นรวงผึ้งเป็นต้นไม้มงคลอันทรงคุณค่าที่ถูกยกให้เป็นพรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 10 ถือเป็นดอกไม้ประจำวันพระราชสมภพพอดี (ช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม) สีเหลืองของต้นรวงผึ้งยังเป็นสีประจำวันพระราชสมภพอีกด้วย โดยมีนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร               ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 และเป็นการน้อมนำแนวคิดสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้นซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำฝนหลวงให้ประสบผลสำเร็จเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำและการเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อม การปลูกป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้นบริเวณหัวไร่ปลายนา ซึ่งจะเป็นการสร้างแหล่งอาหารแก่สัตว์ป่าในการดำรงชีวิต และช่วยเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้มีการปลูกต้นแคฝรั่ง โดยนักเรียนนักศึกษา อาสาสมัครฝนหลวง และเกษตรกรในบริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ์ จำนวน 200 ต้น อีกด้วย
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรป่าไม้ที่ถูกทำลายซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่ลดลง ส่งผลต่อกระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติเกิดความผิดปกติ จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งเมื่อป่าเกิดความสมบูรณ์ก็จะทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยการเพิ่มโอกาสสำหรับการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ การดำเนินโครงการฯ แบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลัก

ประกอบด้วย 1) กิจกรรม พิธีเปิดโครงการในวันนี้ (19 กรกฎาคม 2561) ณ บริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี            2) กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น ดำเนินการตั้งแต่เริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2561 (วันที่ 1 มีนาคม – 30 กันยายน 2561) โดยร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน อาทิ ศูนย์ปฏิบัติงานฝนหลวงทั่วประเทศ สถานศึกษา อาสาสมัครฝนหลวงภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น และ 3) กิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2561 โดยดำเนินการพร้อมกับการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงแต่ละภูมิภาค ดำเนินกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น และกิจกรรมการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดังนี้

– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ 5 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ ประดู่ ตะเคียน ยางนา มะขามป้อม ขนุน ชมพู่ และมะม่วง ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ 900 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่าโมง มะขามป้อม สมอพิเภก และสัก
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่สาธารณประโยชน์ สระโศกเดือนห้า อบต.แดงใหญ่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ขนาดพื้นที่ 80 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ พะยูง เต็ง รัง แดง และประดู่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากศูนย์เพาะชำกล้าไม้ อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง       จ.นครราชสีมา ขนาดพื้นที่ 3,100 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่าแต้และมะขามป้อม
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่ชุมชนนาหลวง ต.บ้านด่าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขนาดพื้นที่ 10 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ ประดู่ ยางนา และตะแบก ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากสำนักจัดการทรัพยากรที่ 9 สาขาปราจีนบุรี สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว ขนาดพื้นที่ 6,900 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์ มะค่าโมง ประดู่ และแดง
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ขนาดพื้นที่ 7 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ มะค่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านไร่ สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวและอุทยานแห่งชาติคลองลำงู ขนาดพื้นที่ 3,500 ไร่ ชนิด โดยอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว     ใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์สาธร สีเสียด พฤกษ์ และแดง และอุทยานแห่งชาติคลองลำงู ใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่า ประดู่ และไผ่รวก
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่สำนักเขื่อนไม้เต็ง อ.เมือง จ.ราชบุรี ขนาดพื้นที่ 30 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ ประดู่ ยางนา พะยูง มะค่าโมง แดง และรวงผึ้ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากสถานีเพาะพันธุ์กล้าไม้ราชบุรี สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอุทยานแห่งชาติไทยประจันต์ จ.ราชบุรี ขนาดพื้นที่ 600 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่าโมง ประดู่ และมะขามป้อมป่า

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดทำแอพพลิเคชั่นระบบติดตามการปลูกต้นไม้ “Collector for ArcGIS” เพื่อช่วยติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง เพิ่มความสะดวกในการติดตามข้อมูลการปลูกต้นไม้ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น อาทิ พื้นที่ปลูก ชื่อผู้ปลูก ชื่อต้นไม้ที่ปลูก การดูแลรักษา เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และการรายงานข่าวการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

เตรียมพร้อมรับมือพายุ “เซินติญ”ถล่มไทย

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335155

เตรียมพร้อมรับมือพายุ “เซินติญ”ถล่มไทย

ทองเปลว กองจันทร์

เตรียมพร้อมรับมือพายุ “เซินติญ”(SON-TINH)ถล่มไทย

 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้เฝ้าระวัง พายุโซนร้อน “เซินติญ” (SON-TINH) ที่มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำและเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนทำให้ ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2561 และจะเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ในช่วงวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2561 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้นและฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

เตรียมพร้อมรับมือพายุ "เซินติญ"ถล่มไทย
กรมชลประทาน ได้มอบหมายให้ สำนักงานชลประทาน โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ และคันกั้นน้ำที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำไว้คอยช่วยเหลือประชาชน หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมสามารถติดต่อประสานงานกับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) โทรสายด่วน 1460 ทั้งนี้ ได้แจ้งความพร้อมในส่วนของกรมชลประทาน ไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกระทรวงมหาดไทยทราบตามลำดับแล้ว จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ด้วย
เตรียมพร้อมรับมือพายุ "เซินติญ"ถล่มไทย

รายงานแบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ระบุว่า พายุดีเปรสชั่น อิเลฟเว่น (eleven) ซึ่งเป็นพายุหมุนลูกที่ 11 ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิค ได้ก่อตัวขึ้นด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ และเคลื่อนตัวผ่านหัวเกาะลูซอนลงสู่ทะเลจีนใต้ และขณะนี้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนแล้ว ชื่อ พายุ เซินติญ (SON TINH)

โดยขณะนี้ประเทศไทยยังมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือนตอนบน ทำให้ฝนตกหนักอยู่ในเวลานี้ และการเคลื่อนที่เข้ามาของพายุเซินติญ ที่จะขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนบน และจะเคลื่อนที่เข้าสู่ร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยในเวลานี้ด้วย

ล่าสุดนั้น ที่ จ.นครพนม มีปริมาณน้ำฝนมากสุดถึง 184.8 มม. และในวันที่ 19 กรกฎาคม พายุเซินติญจะเคลื่อนที่เข้าร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ซึ่งจาก 2 สาเหตุ จะยิ่งทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลให้ประเทศไทยจะมีฝนกระจายตัวเพิ่มขึ้นกับจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ด้านตะวันตกของประเทศ และภาคใต้ตอนบน

โดยเฉพาะบริเวณ จ.เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร อุดรธานี มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ หนองบัวลำภู เลย ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครราชสีมา กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล รวมทั้งบางแห่งของสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช

แบบจำลอง วาฟ-รอม ระบุด้วยว่า ในขณะเดียวกันลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ก็ยังคงมีกำลังแรงอยู่ ที่ทำให้แนวปะทะของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในพื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศไทย ภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้ง ภาคตะวันออกมีฝนตกหนักและหนักมากหลายแห่ง ล่าสุดนั้น ที่ ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราดนั้น วัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 291.8 มม.โดยคลื่นลมในทะเล อันดามันและอ่าวไทยสูงประมาณ 2-3 เมตร

เตรียมพร้อมรับมือพายุ "เซินติญ"ถล่มไทย

%d bloggers like this: